พัฒนาการเด้กลูกกรรมกรก่อสร้างด้วยของเล่น

พัฒนาการเด็กลูกกรรมกรก่อสร้างด้วยของเล่น

โดย   ทองพูล  บัวศรี(ครูจิ๋ว)      มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

 

                ด้วยเด็กลูกกรรกรก่อสร้างที่มาเรียนที่ศูนย์เด็กก่อสร้างเดอะพาร์คแลนด์  ศรีนครินทร์  มีเด็กในแต่ละช่วงวัยที่หลากหลายเข้ามาเรียนรู้ร่วมกัน   แต่สิ่งหนึ่งที่ดึงดูดใจเด็กได้มาก คือ  การเล่นที่ศูนย์เด็กอย่างปลอดภัย  วิ่งได้อย่างสนุกสนาน ไม่ต้องกลัวหกล้ม หรือมีสิ่งของที่เข้ามากีดขวาง   และของเล่นก็เป็นตัวที่เด็กๆอยากเล่นมากที่สุด 

                การเล่น คือการเรียนรู้ เพราะการเล่นทำให้เด็กได้เรียนรู้และรู้จักความสามารถของตัวเอง  พร้อมๆกับรู้จักโลกรอตัว  อีกทั้งเมื่อเด็กได้เล่นยังเป็นผลดีกับการพัฒนาการในทุกด้านของเด็ก  ตั้งแต่ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์เมื่อได้รู้สึกผ่อนคลาย  สนุกสนาน  ด้านสติปัญญามาจาการได้คิด แก้ปัญหา  ทดลองหาวิธีเล่น   การเล่นแบลองผิดลองถูก   ด้านสังคมจากการที่ได้เรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น  เพื่อน พ่อแม่ ครู พี่เลี้ยง   การแบ่งปันของเล่นให้เพื่อน   การเข้าคิวเล่นของเล่น  ตลอดจนการอดทนรอคอยในการเล่นของเล่นชิ้นโปรดที่เพื่อนเล่นอยู่

                ศูนย์เด็กก่อสร้างของเรามีน้องก๊อฟ  ซึ่งเป็นเด็กไม่ยอมเล่นกับใคร  เวลาเห็นเพื่อนน้องก๊อฟชอบที่จะทำร้ายเขา  ซึ่งแม่ก็ไม่อยากให้มาที่ศูนย์เด็กก่อสร้าง   ครูประจำศูนย์จึงได้บอกว่าให้พามาทุกคน  มาฟังนิทานบ้าง เล่นของเล่น  วาดภาพ ระบายสี  หัดอ่านคำคล้องจอง  ช่วงแรกๆ น้องก๊อฟก็ยังมีพฤติกรรมรุนแรงอยู่ แต่ระยะหลังน้องก๊อฟติดศูนย์เด็กก่อสร้างมาก   จะให้แม่พามาทุกเช้าแต่เช้าก่อนเด็กคนอื่นจะมา  เล่นอย่างสนุกสนาน  พอเพื่อนคนอื่นมาน้องก๊อกก็จะร้องไห้ให้แม่พากลับบ้านพร้อมกับสมุดระบายสี และสีเทียนอีกหนึ่งกล่อง    แล้วน้องก๊อฟจะกลับมาที่ศูนย์เด็กในตอนเย็นทุกวันพร้อมทั้งส่งสมุดที่ระบายสี  แล้วจะเล่นอย่างสนุกสนาน  วิ่งเล่นบ้าง หรือบางครั้งก็นั่งเล่นของเล่นเงียบๆคนเดียว

                ซึ่งน้องก๊อฟ เพิ่งอายุได้ 2 ขวบ 2 เดือน  พัฒนาการด้านร่างกาย เป็นเด็กที่แข็งแรงสมบูรณ์  สุขภาพดี  ยกเว้นการที่จะเล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกัน  น้องก๊อฟชอบการเล่น ตัวสัตว์  และตุ๊กตาที่มีการต่อสู้กัน  ร่วมทั้งการเล่นตัวต่อให้เป็นรูปต่างๆ  โดยเฉพาะการต่อเป็นตึกหลายชั้นๆ  แต่ถ้าใครจะมาเอาตัวต่อของเขา  ต้องให้เสร็จให้เสร็จก่อน  ถ้าไม่อย่างนั้นเมื่อโมโหเมื่อไร  น้องก๊อฟจะกระโดดกัดหูเพื่อนทันที  จึงต้องมีการปรับอารมณ์ของน้องก๊อฟ  อยู่เสมอ เป็นสิ่งที่เพื่อนๆกลัวมาก    แต่หลังจากที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีทั้งครูและเพื่อน น้องก๊อฟน่ารักมาก  แม่ดีใจที่ลูกได้เปลี่ยนแปลง และเข้ากับเพื่อนได้ทุกคน แต่ต้องใช้เวลาพอสมควร

                ของเล่นที่ศูนย์เด็กก่อสร้างมีจำกัด   จึงต้องเอาของเล่นมาให้เล่นที่ละชิ้น  แต่สิ่งที่สำคัญได้มีโอกาสได้สอนเด็กในการเข้าคิว  เรียงตามลำดับก่อนหลัง   การรู้จักรอคอย    อดทน  และการแบ่งปัน  ร่วมทั้งการให้พี่ๆได้มีโอกาสสอนน้องในการเล่นของเล่นแต่ละชิ้นด้วย

                   เมื่อเด็กได้เล่นของเล่น  จะฝึกให้เด็กได้มีการเก็บของเล่นของตนเองที่กำลังเล่นอยู่   และการเล่นทุกครั้งจะมีการกำหนดกติกากันขึ้นเองของเด็กๆ  และเล่นกันอย่างสงบและมีการสอนกันเล่น  จึงทำให้ให้ได้เห็นบทบาทของพี่ๆ บทบาทของแม่ๆแต่ละคนที่คอยสอนลุกของตนเองในขณะที่เล่นของเล่น  และได้เห็นความมีน้ำใจของแม่เด็กต่อแม่เด็กด้วยกัน   การแบ่งปันของเล่นของลูกที่ไปเอามาแล้วก็จะส่งต่อให้เด็กคนอื่น  แม่ก็จะพร่ำสอนว่าลูกต้องแบ่งปันกันน่ะ  ถ้าไม่อย่างนั้นเวลาเพื่อนมีของเล่นเขาจะไม่แบ่งให้เล่น

                สิ่งที่เด็กจะได้เล่นของเล่นคือเด็กทุกคนต้องเข้ากลุ่มการเรียนของตนเองก่อน เช่น กลุ่มเด็กเล็กจะเน้นการเขียนตามรอย  หรือการระบายที่ให้อยู่ในเส้น   กลุ่มเด็กกลางครูจะเน้นให้เขียน ก-ฮ  พร้อมทั้งตัวเลขผสมตั้ง 0-100     ส่วนเด็กโต ซึ่งเป็นเด็กที่เคยเรียนหนังสือมาก่อนมาออกกลางคันไม่มีโอกาสเข้าเรียนต่อ ครูจะเน้นการอ่านและเขียนวิเคราะห์ในเรื่องต่าง ๆ  หรือบางครั้งก็ให้คัดลายมือ  สิ่งที่พบคือเด็กอ่านหนังสือไม่ออกเขียนตามคำบอกไม่ได้เลย   เมื่อหมดเวลาการเรียน เด็กทุกคนก็จะรีบเข้าหาตระกร้าของเล่นทันที่  นี้เป็นสิ่งที่เด็กๆได้มีโอกาสเรียนรู้ในสิ่งต่างๆเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่เด็กทุกคน

เด็กลูกกรรมกรก่อสร้างกับความรักของแม่

เด็กลูกกรรมกรก่อสร้างกับความรักของแม่

โดย   ทองพูล   บัวศรี(ครูจิ๋ว)       มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

 

                ด้วยโครงการศูนย์เด็กก่อสร้างเดอะพาร์คแลนด์  ศรีนครินทร์   ได้รุกลงไปทำงานกับกลุ่มเป้าหมาย เด็กลูกกรรมกรก่อสร้าง  ในช่วงอายุกลุ่มเป้าหมาย  แรกเกิดถึง 3 ปี  ซึ่งจะมีอยู่ในแหล่งก่อสร้างจำนวนมาก  สิ่งที่ทางศูนย์เด็กก่อสร้างได้ดำเนินการ  คือการมีการอบรมการเลี้ยงดูเด็ก   การกระตุ้นให้แม่เด็กได้นำเด็กไปฉีดวัคซีน  การได้รับอาหารเสริมนมและอาหารที่ทางศูนย์เด็กก่อสร้างจัดให้   การเน้นให้แม่ให้นมแม่แก่ลูก   และพยายามให้แม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่

                การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มอบให้กับลูกที่เกิดมา   ตั้งแต่การมอบความรัก ความอบอุ่น  ความเข้าใจ  ความห่วงแหน ความเอื้ออาทร  รวมทั้งการได้มอบความใกล้ชิด   เพื่อเป็นการให้เด็กได้รับการสร้างความไว้วางใจ   ความปลอดภัยในชีวิต   นับเป็นสิ่งที่โชคดีของเด็กลูกกรรมกรก่อสร้างเหล่านี้ที่แม่พ่อยอมเสียละเลี้ยงลูกด้วยความทะนุถนอม พร้อมกับ ให้โอกาสในการรับน้ำนมที่บริสุทธิ์จากอกของแม่

                จากการทำงานของโครงการศูนย์เด็กก่อสร้างที่ได้ดำเนินการมาอย่างน้อยเป็นเวลา  1  ปี  5  เดือน  ได้เน้นกลุ่มแม่และเด็กอ่อนที่เป็นหัวใจในการเลี้ยงลูกเพื่อให้ลูกเติบโตมาด้วยความรัก ความอบอุ่น  ความเข้าใจ   แต่สิ่งที่พบอีกประการหนึ่งคือ  การที่แม่ต้องการหารายได้ช่วยครอบครัวอีกทางหนึ่ง   ซึ่งจะทิ้งช่วงที่ดีที่สุด ให้กับลูก

                ยังมีกลุ่มแม่และเด็กที่ทางโครงการศูนย์เด็กก่อสร้างฯ  ได้จัดอย่างต่อเนื่อง คือการจัดการพูดคุยแลกเปลี่ยนการเลี้ยงลูก    และยังได้เห็นความเอื้ออาทรของกลุ่มแม่ด้วยกันเอง   โดยเฉพาะช่วยกันเลี้ยงลูก  บางครอบครัวต้องซักเสื้อผ้า    ทำอาหาร  หรือเก็บกวาดห้องพัก   แม่บางคนก็เอาลูกมาเลี้ยงที่ศูนย์เด็กก่อสร้างฯ    จึงเป็นเหมือนที่ชุมชนของกลุ่มแม่และเด็ก

                สิ่งที่เกิดการบริการให้กับเด็กด้อยโอกาสทางสังคมอีกกลุ่มที่ได้รับความเท่าเทียมกับเด็กทั่วไป  โดยเฉพาะเด็กลูกกรรมกรก่อสร้าง  ซึ่งมีการโยกย้ายงานตลอด  และสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อให้กับการเลี้ยงดูเด็กในบ้านพักกรรมกรก่อสร้าง  แต่เป็นสิ่งที่ทางบริษัทนารายณ์ พร็อพเพอตี๋  จำกัด   ที่เห็นความสำคัญของเด็กกลุ่มนี้  ทำให้เด็กได้รับโอกาสที่ดี   ต้องขอบคุณพระคุณผู้ใหญ่ใจดีที่มอบสิ่งที่ดีในการเรียนรู้แลกเปลี่ยนตลอดจนการสนับสนุนงบประมาณให้กับศูนย์เด็กก่อสร้างเดอะพาร์คแลนด์  ศรีนครินทร์

การเล่านิทานกับการสอนเด็กลูกกรรมกรก่อสร้าง

การเล่านิทาน  กับการสอนเด็กลูกกรรมกรก่อสร้าง

โดย    ทองพูล   บัวศรี(ครูจิ๋ว)      มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

 

                ด้วยศูนย์เด็กก่อสร้างเดอะพาร์คแลนด์  ศรีนครินทร์   มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก   ได้จัดการเรียนการสอนให้กับเด็กลูกกรรมกรก่อสร้างในหลายกลุ่มเป้าหมายด้วยกัน   แต่กลุ่มเด็กลูกกรรมกรก่อสร้างช่วงอายุ ตั้งแต่ 2 ขวบ 5 เดือน  จนถึงช่วงอายุ -6 ปี  เป็นช่วงที่สำคัญการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ตั้งแต่  ทางด้านร่างกายและจิตใจ  ตลอดจนการเรียนรู้ การปลูกฝังการเข้ากับผู้อื่น   สิ่งที่จำเป็นของเด็กในวัยนี้  คือการเล่านิทานของครู   หรือการเล่านิทานของพ่อแม่ที่ได้ปลูกฝังเด็กในการรักการอ่าน  ตลอดจนการเสริมจินตนาการ     ดังคำกล่าวของ   “อัลเบิรต์  ไอนสไตน์   ที่ว่า  ถ้าต้องการให้เด็กฉลาด  ก็เล่านิทานให้ฟัง  ถ้าต้องการให้เด็กฉลาดขึ้นไปอีก  ก็เล่านิทานให้ฟังมากขึ้นก็เท่านั้นเอง” 

                กลวิธีหนึ่งการให้เด็กเล็กกลุ่มนี้สนใจในกิจกรรม  คือการเล่านิทานที่มีความหลากหลาย  โดยการดัดเสียงเป็นตัวละครต่างๆ   และทำเสียงสูงต่ำ   และเลียนแบบเสียงสัตว์แต่ละตัวในนิทานเรื่องต่างๆ   จึงเป็นที่สนใจชอบของเด็กลูกกรรมกรก่อสร้าง  รวมทั้งแม่เด็กที่รวมฟังนิทานตอนเช้า และก่อนกลับบ้านทุกวัน   บางครั้งเด็กโตก็เป็นคนเล่านิทานให้เด็กเล็กฟัง     หรือเล่นเป็นหุ่นมือ ของพี่ๆ    เด็กจะนั่งฟังอย่างสนใจมาก  นิทานที่เด็กชอบมาหลากหลายรูปแบบ   โดยเฉพาะนิทานที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละช่วงวัย คือ

นิทานสำหรับเด็กอายุ  0-1  ปี   ควรเป็นหนังสือนิทานเล่มเล็กหนาอ้วน  แต่จำนวนหน้าไม่มาก เป็นเรื่องเล่าเด็กๆเข้าใจง่ายๆ  เช่นส่วนต่างๆของร่างกาย การทำกิจวัตรประจำวันของเด็กๆ  หรือสิ่งของรอบๆตัว  เป็นภาพที่เหมือนภาพจริง   ไม่เน้นฉากหลัง  มีสีสันสดใส  ใช้คำไม่มาก  แต่สื่อเข้าใจชัดเจน 

                นิทานสำหรับเด็กอายุ 2 ปี   เด็กในวัยนี้จะเริ่มสนใจสิ่งของที่เคลื่อนที่ได้  ภาพเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน  สัตว์ ยานพาหนะ  และเรื่องรอบๆตัว  นอกจากนี้เด็กในช่วงวัยนี้มีประสาทสัมผัสทางหูที่ดีมาก  สามารถมีพัฒนาการด้านภาษา  และดนตรีที่ดี   หนังสือนิทานที่เหมาะ  เป็นหนังสือนิทานภาพ  หนังสือมีเนื้อเรื่องช่วยกระตุ้นให้เด็กใช้สัมผัสทุกส่วน  หนังสือคำกลอน  คำคล้องจอง  หรือหนังสือที่มีภาษาเป็นจังหวะ

                นิทานสำหรับเด็กอายุ 3-4 ปี   เป็นหนังสือภาพนิทานเรื่องที่ยาวขึ้น  แต่เข้าใจง่ายสร้างเสริมจินตนาการ  เริ่มแสดงออกความเป็นตัวของตัวเอง  ชอบเรื่องการผจญภัย  เรื่องตลก  จนไปถึงเรื่องที่เกินจริงมากๆ  โดยเด็กผู้ชายจะชอบเรื่องเครื่องยนต์กลไก  ยวดยานพาหนะ  ส่วนเด็กผู้หญิงจะชอบเรื่องราวของสิ่งมีชีวิต 

                นิทานสำหรับเด็กอายุ  5   ปี  หนังสือสำหรับเด็กในวัยนี้ขึ้นอยู่กับความชอบ  ความสนใจของตนเป็นหลักเพราะตัดสินใจเองได้แล้วเริ่มปฏิเสธเป็น  เริ่มรับรู้ว่าต้องเรียน(วัยอนุบาล)  ยอมรับกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกับผู้อื่น  รับรู้ได้ถึงอารมณ์  ความรู้สึกของคนอื่น เด็กในวัยนี้อยากฟังเรื่องราวที่ซับซ้อนลึกลับ ตื่นเต้น เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก  นิทานที่เหมาะคือ เรื่องผจญภัย  หนังสิเทพนิยาย  การเล่านิทานปากเปล่า  เช่น นิทานพื้นบ้าน  นิยายปรัมปราให้ฟังจะช่วยให้เด็กฝึกสร้างภาพ  พร้อมกับจินตนาการเองได้

                นิทานสำหรับเด็กอายุ 6 -7 ปี  เด็กวัยนี้เริ่มอยากอ่านหนังสือเอง  แต่ไม่ใช่โดยลำพัง  อยากอวดพ่อแม่ด้วยความภาคภูมิใจ  หนังสือที่เลือกต้องไม่ง่ายเกินไป    สำหรับเด็กวัยนี้ เป็นเรื่องซับซ้อนมากขึ้น  เพราะเด็กเริ่มแยกแยะสิ่งที่ดีไม่ดีแล้ว  บางคนชอบหนังสือพวกเรื่องจริง  หรือหนังสือประเภทถาม-ตอบ  อะไรเอย

                เป็นนิทานที่เด็กๆในศูนย์เด็กก่อสร้างเดอะพาร์คแลนด์สนใจเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะเมื่อมีครูเล่าให้ฟังเด็กจะตั้งใจเป็นพิเศษ   ครูเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก  และจะมีเสียงเรียกร้องตลอดเวลา  โดยเฉพาะเรื่องที่พวกเขาชอบ  

                นี้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับเด็กลูกกรรมกรก่อสร้างที่ได้มีโอกาสมาเรียนที่ศูนย์เด็กก่อสร้าง   เป็นการทำงานเชิงรุกที่นำสิ่งต่างๆในการเรียนรู้ให้เด็กกลุ่มนี้ได้มีโอกาสเท่าเทียมกับเด็กทั่วไป     ทางศูนย์เด็กยังต้องการของเล่น  อุปกรณ์การเรียนการสอน  หนังสือนิทาน   มอบให้กับเด็กกลุ่มนี้   ติดต่อได้ที่ มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก   0-2574-1381   ได้ตลอด     ขอขอบพระคุณล่วงหน้า   ทุกๆท่านที่ให้โอกาสแก่เด็กลูกกรรมกรก่อสร้าง

แม่ลูกกรรมก่อสร้าง เล่านิทาน

แม่และลูก กรรมกรก่อสร้างกับการเล่านิทาน
โดย ทองพูล บัวศรี(ครูจิ๋ว) มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

ด้วยศูนย์เด็กก่อสร้างเดอะพาร์คแลนด์ ศรีนครินทร์ ที่ได้เปิดดำเนินการให้การจัดความรู้ให้กับเด็กลูกกรรมกรก่อสร้าง และกลุ่มแม่และเด็กอ่อนที่เป็นป้าหมายที่ทางศูนย์เด็กก่อสร้างได้ดำเนินการช่วยเหลือมาตลอด แต่สิ่งที่พบในการเลี้ยงลุกของแม่กับลูก คือการเลี้ยงลูกแบบรักมากเกินไป รักจนให้ทุกอย่างลูก ความต้องการแม่หาให้หมด เด็กไม่สามารถเข้ากับผู้อื่นได้เลย อยู่ได้เฉพาะกับแม่คนเดียว ซึ่งจากการทำงานจะมีครอบครัวกรรมกรก่อสร้างแบบนี้ หลายครอบครัวด้วยกัน ซึ่งแตกต่างกับเมื่อ 10 ปี ที่แล้วที่ศูนย์เด็กก่อสร้างดำเนินการ เด็กเล็กจะถูกทอดทิ้ง ไม่ได้รับความเอาใจใส่จากครอบครัว
แต่สิ่งที่ปรากฏในปี 2552 นี้ แม่รักลูกมากไม่ยอมให้ลูกเล่นกับใคร เด็กเล่นกับคนอื่นไม่เป็น ชอบทำลายสิ่งของ เวลาเล่นเครื่องเล่น ชอบใช้กำลัง และวิ่งเล่นรอบศูนย์เด็กก่อสร้าง ชอบปืนป่ายตามฝาผนังของศูนย์เด็กก่อสร้าง รวมทั้งการฉีกกระดาษหนังสือ
สิ่งที่ทางศูนย์เด็กก่อสร้าง ได้ดำเนินการ คือ การให้พ่อแม่เด็ก มารับกระเป๋าการบ้าน พร้อมทั้งแบบฝึกการอ่านและเขียน พร้อมทั้งหนังสือนิทานและคำคล้องให้แม่ได้สอนลูกเอง แต่สิ่งที่สำคัญคือการให้เด็กทุกคนได้มีโอกาสได้ฟังนิทานจากแม่ ซึ่งเป็นความผูกพันกันระหว่างแม่กับลุก เป็นการถ่ายทอดความรู้สึก ความรัก ความอบอุ่น ความใส่ใจ ให้กับลูก เมื่อได้มีโอกาสได้เล่านิทานด้วยกัน
เด็ก เด็ก ที่ศูนย์เด็กก่อสร้างจะอ้อนแม่เป็นอย่างมาก คือการซื้อขนมถุง ซึ่งไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่เด็กๆอยากได้ จึงต้องอาศัยนิทาน สอนในการใช้เงินที่รู้จักคุณค่าของของที่ซื้อ และสิ่งของที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย นิทานที่ใช้เป็นนิทานที่ใกล้เคียงชีวิตจริงเด็กมากที่สุด
นิทานเรื่อง อ้วนกับอ้น (คุณสุชาติ ลี้ตระกูล ผู้แต่ง)
อ้วนกับอ้นเป็นพี่น้องกัน ทั้งสองอาศัยอยู่กับพ่อแม่ในแหล่งก่อสร้าง ซึ่งบริเวณที่พักมีร้านขายของด้วย วันหนึ่งอ้วนกับอ้นขอเงินแม่ไปซื้อขนม แม่ก็ให้แล้วบอกว่าอาหารที่ไม่ควรซื้อเป็นสีสด หรือมีรสหวานจัด แต่ควรเลือกซื้ออาหารที่สะอาดไม่มีแมลงวันตอม อ้วนกับอ้นก็รับคำ เมื่อทั้งคู่ได้เงินก็รีบวิ่งไปที่ร้านขายขนมทันที พอไปถึงร้านอ้นเหลือบเห็นลูกชิ้นปิ้งสีสดน่ากิน และมีน้ำหวานสีแดงสด ทำให้อ้นอดใจไม่ไหว จึงซื้อลูกชิ้นปิ้งสีสดและน้ำหวานสีแดงกิน โดยลืมคำเตือนของแม่ที่ให้ระวัง ไม่ควรซื้ออาหารที่มีสีสดหรือที่มีรสหวานจัด ส่วนอ้วนซื่อลูกอมกิน จากนั้นก็พากันกลับบ้าน ตกตอนเย็นวันนั้นแม่เรียกทั้งคู่ให้ไปกินข้าวพร้อมกับบอกว่าในวันพรุ่งนี้จะพาไปเที่ยว พอเริ่มกินข้าวอ้นเริ่มมีอาการปวดท้อง ท้องเสียและอาเจียนออกมา พ่อแม่รีบพาอ้นไปหาหมอเพราะเห็นว่าอ้นมีอาการหนัก หมอได้รักษาพยาบาลให้พร้อมกับถามอ้นไปกินอะไรมา อ้นจึงบอกหมอ หมอจึงบอกว่าน้ำหวานที่กินเข้าไปนั้นใส่สีเป็นพิษและน้ำไม่สะอาด และยังไม่มีอะไรปกปิดกันฝุ่นละอองอีกด้วย ส่วนลูกชิ้นปิ้งก็เช่นกัน นอกจากมีฝุ่นละอองแล้วสีของมันยังเป็นพิษอีกด้วยและมีแมลงวันตอม หมอบอกว่าให้อ้นพักผ่อนต่อไปอีกหนึ่งวัน อ้นจึงอดไปเที่ยวเนื่องจากไม่ระวังในการเลือกซื้ออาหาร อ้นรู้สึกเสียใจที่ทำให้พ่อแม่ต้องเสียเงินเพราะความไม่เชื่อฟังคำเตือนขอแม่ สำหรับอ้วนนั้นหลังจากเข้านอนแล้วรู้สึกปวดฟันเป็นอย่างมาก แม่จึงบอกอ้วนว่า เป็นเพราะอ้วนไปซื้อลูกอมมากินแล้วไม่บ้วนปาก หรือแปรงฟันหลังจากกินของหวานจึงทำให้ปวดฟัน คืนนั้นอ้วนนอนไม่หลับเลยเพราะปวดฟัน ทำให้นึกถึงคำเตือนของพ่อและแม่ที่ให้รู้จักการเลือกซื้อขนม ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้นพ่อกับแม่เห็นว่าอ้วนกับอดไม่สบายจึงบอกงดไม่พาไปเที่ยว อ้วนกับอ้นก็ยอมรับในความผิดที่ไม่พิจารณาเลือกซื้อขนมกิน และตั้งใจว่า ต่อไปจะซื้อขนมจะไม่ซื้อขนมที่ใส่สีสด ผลไม้ดอง ขนมที่มีแมลงวันตอมหรือมีฝุ่นละอองเป็นอันขาด แต่จะซื้อผลไม้สดกินมากๆ
กลุ่มแม่จะมาเล่าให้คุณครูฟังว่า เมื่อลูกได้ฟังนิทานเรื่องนี้แล้ว ลูกจะบอกว่าเหมือนคำพูดที่ครูสอนเลย และตัวอย่างสำหรับเด็กที่ศูนย์เด็กก่อสร้าง ก็เป็นตัวอย่างในเรื่องการซื้อขนมกิน และบางครั้งเด็กจะท้องเสียจากอาหารที่ซื้อที่ร้านขายของในบ้านพักของกรรมกรก่อสร้าง ครูจึงใช้วิธีไปพูดคุยกับร้านค้าในการขายของให้เด็ก และครูจะเน้นย้ำโดยเฉพาะแม่กับเด็กอ่อนในศูนย์เด็กก่อสร้าง บางครั้งก็ให้มากินอาหารหรือนม ขนมที่ศูนย์เด็กก่อสร้างดีกว่า ซึ่งทางศูนย์เด็กก่อสร้างมีบริการให้อยู่แล้ว
เมื่อมาโรงเรียนครูก็จะเน้นคำคล้องจองให้เด็กท่องการการเลือกซื้ออาหาร เช่น
มีเงินแม้หนึ่งบาท จงฉลาดเลือกซื้อของ
ท๊อฟฟี่หรือของดอง มิควรต้องไปซื้อมัน
ขนมสีสวยสด หนูจงงดอย่าซื้อกัน
ของมีแมลงวัน ตอมดมนั้นจงห่างไกล

สิ่งที่เป็นหัวใจในการสอนเด็กกลุ่มนี้ คือครูต้องทำความเข้าใจกับแม่ เป็นอย่างมาก ในการที่จะฝึกเด็กในการเรียนรู้จากการเล่านิทานของแม่ แต่สิ่งที่ปรากฏออกมาแม่ทั้งหลายชอบมาก และลูกก็จะฟังนิทานที่แม่เล่าเป็นอย่างดี และรบเร้าให้แม่เล่าให้ฟังเสมอๆ นิทานกับเด็กจึ่งเป็นการก่อจินตนาการให้เด็กลูกกรรมกรก่อสร้างเหล่านี้

ผู้สูงอายุกับการฟังเทศน์มหาชาติทรงเครื่อง

ผู้สูงอายุกับการฟังเทศน์มหาชาติทรงเครื่อง
โดยทองพูล บัวศรี มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

ด้วยช่วงสงกรานต์ในปี 2552 ดิฉันกลับบ้านที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งแต่วันที่ 11-19 เมษายน 2552 เพื่อเป็นการหลบร้อนจากการเมืองไทยที่ร้อนระอุยิ่งกว่าอากาศที่ร้อนอบอ้าวอยู่ในปัจจุบัน ดิฉันเริ่มทำบุญตามประเพณีคนไทย ในวันสงกรานต์ ซึ่งปีนี้สิ่งที่ข้าพเจ้าเห็นคือคนเข้าวัดจำนวนมาก ไปทำบุญวัดไหนวันไหนคนก็มาก และทุกคนก็เริ่มบ่นการเมืองที่วุ่นวายกันไม่จบเสร็จ
เริ่มตั้งแต่เย็นวันที่ 12 เมษายน ได้ไปร่วมงานที่วัดช่างทอง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีการสวดมาติกาบังสุกุลร่วม โดยสวดในตอนเวลา ประมาณ 19.00 น. และมีการสอยดาวมีของที่คนทำบุญร่วมบริจาคมากจำนวนมาก โดยทุกคนที่สอยดาวต่างสนุกสนานในเสี่ยงโชค ชาวบ้านบางคนสอยดาว ราคา 10 บาท ได้รถจักรยานไป บางคนได้หม้อหุ่งข้าวไฟฟ้า กระติกน้ำร้อน ได้ตู้เย็นมือถือ หรือได้ตู้เย็น แต่สิ่งของจำนวนมากหดในพริบตาเดียว ทุกคนได้บุญกันทั่วหน้าพร้อมทั้งของจำนวนมากที่ไปช็อบปิ้งที่อื่นไปมีวันได้เท่ากับการสอยดาวแน่นอน …ในตอนกลางคืนมีลิเก ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของคนแก่ คนแก่จำนวนมากมีลูกหลานมากันมาดูลิเกที่วัด เป็นภาพที่ประทับใจมาก ถึงแม้วัยรุ่นหลายคนไม่ชื่นชอบลิเก แต่ก็อดพา ปู่ ย่ ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา มาดูลิเก สิ่งที่ดิฉันชอบคือดิฉันได้เดินเที่ยวงานวัดอย่างสนุกสนานซึ่งเหมือนตอนเด็กๆที่ดิฉันไม่มีโอกาสได้เที่ยวเดินดูข้าวของที่ขาย ตั้งร้านถั่วต้ม ถั่วแระต้ม ร้านไก่ย่าง ร้านก๋วยเตี๋ยว หอยทอด ร้านยิงปืน ซึ่งมีครอบครัวหนึ่งคุณแม่เป็นคนยิงตุ๊กตา คุณพ่อเป็นคนจ่ายสตางค์ และยืนถือของที่ซื้อมา คุณลูกยืนเชียร์คุณแม่เสียงดัง อยากได้ตัวไหนก็ชี้ให้แม่ยิง แม่ยิงปืนแม่นมาก เป็นภาพที่ทุกคนเดินผ่านไปผ่ามาต้องเลี้ยวมองแล้วแอบเชียร์อยู่ในใจแน่นอน ในการทำกิจกรรมร่วมกันของพ่อแม่ลูก ครอบครัวนี้ ดิฉันไม่เที่ยวงานแบบนี้เป็นเวลาเกือบ 16 ปี ที่ห่างจากความเป็นชนบท ทำให้ดิฉันได้เติมชีวิตอีกครั้งในการกลับบ้านครั้งนี้ นี่คือสภาพชีวิตของคนในชนบทที่ถึงประเทศชาติจะร้อนเป็นไฟอย่างไรทุกคนก็ยิ้มได้ มีเสียงหัวเราะที่สนุกสนาน เอื้ออาทรกันถึงแม้จะไม่รู้จักกันก็ตาม
ในวันที่ 13 เมษายน ถือว่าเป็นวันมหาสงกรานต์ เริ่มตั้งแต่ทำบุญที่วัดข้างบ้านเป็นวัดที่เก็บอัฒฐิตา ยาย โดยมีการสวดมาติกาบังสุกุลรวมทั้งหมู่บ้าน ทุกคนเอากระดูกคนที่ล่วงลับไปแล้วมาสวดที่วัด สรงน้ำพระ ต่อด้วยแต่บ้านนิมนต์พระไปสวดกระดูกที่เก็บไว้ผนังโบสถ์ และก็สรงน้ำกระดูก กลับบ้านสรงน้ำพระที่บ้านของเราแต่ละองค์ เต็มไปด้วยบุญในวันขึ้นปีใหม่ของคนไทย ได้อาบน้ำพ่อที่บ้านแถบพี่น้องได้อาบน้ำดิฉันซึ่งเป็นพี่คนโต ซึ่งทำหน้าที่แทนแม่ที่เสียไปเกือบ 3 ปีแล้ว ในตอนบ่ายของวันนี้ พวกเราพี่น้อง 5 คน ได้พากันไปบ้านพี่ชายต่างแม่อีกคนหนึ่งที่จังหวัดสระบุรี โดยได้ไปทำบุญผ้าป่าบูชากัณฑ์เทศน์มหาชาติ ประเพณีสงกรานต์ ปิดทองพระประจำปี ฟังเทศน์มหาชาติทรงเครื่อง ณ วัดหนองเขื่อนช้าง ตำบลหนองยาว อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี เมื่อไปถึงที่วัดหนองเขื่อนช้างได้เห็นคนเถ้าคนแก่จำนวนมาก ที่ลานในวัดพร้อมทั้ง คนรุ่นอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไปเต็มวัดไปหมด เป็นภาพที่ไม่ค่อยได้เห็นภาพนี้ในวัดกรุงเทพมหานคร ครอบครัวเราไปถวายกองผ้าป่าเหมือนกับชาวบ้านคนอื่นๆ ซึ่งชาวบ้านเขามองพวกเราทุกคนเพราะว่าครอบครัวเราเป็นคนต่างถิ่นที่ไปทำบุญที่วัดนี้ เมื่อถวายผ้าป่าเสร็จแล้วก็เข้าไปรับประทานอาหารที่โรงทานที่จัดทำไว้จำนวนมาก คนกินกันทั้งวัน อาหารทุกอย่างอร่อยมาก ตั้งแต่ผัดหมี่ น้ำพริก ต้มไก่ป่า ต้มจืด ตบท้ายด้วยขนมจีนน้ำยา ซึ่งครอบครัวเรากินกันหลานจานมาก
ถึงเวลา ประมาณ 17.00 น. มีเทศนมหาชาติทรงเครื่อง ซึ่งดิฉันเองไม่ได้ฟังเทศนมหาชาติมากนานมาแล้ว แต่ตอนหลังเขามีการประยุกต์โดยมีการร้องพร้อมการแสดง ในวันนี้ได้จ้างทศพล หินพานต์ พร้อมคณะมาร้องด้วย มีพระภิกษุ 2 รูปเทศน์ก่อนแล้ว เมื่อนักแสดงพร้อมก็แสดงเทศน์กัญญ ตอนกัญหา-ชาลี ถูกขอไปเป็นขอทาน คนแก่จำนวนมากนั่งกับพื้นพร้อมพนมมือ รับฟังเทศน์ ซึ่งคนแก่ชอบมาก จำนวนหลายร้อยคนที่มาร่วมนั่งฟังเทศน์ในครั้งนี้ มากันทั้งครอบครัว ลูกหลานก็ชวนกันปิดทองในโบสถ์ ปู่ ย่า ตา ยาย ก็นั่งฟังเทศน์อย่างสนุกสนาน ดิฉันเหมือนเคยค่ะเดินตระเวนรอบวัด มีร้านขายของจำนวนมากที่เห็นตั้งแต่ ร้านขายน้ำแข็งใส ร้านขายข้าวโพดคั่ว ร้านขายข้าวเกรียบปิ้ง เม็ดบัว ซึ่งชาวบ้านทำเองมานำมาขาย แต่มีร้านที่ดิฉันเดินเฉียดแล้วเฉียดอีก คือ ร้านตักปาเงินปลาทองไม้ละ 5 บาท ซึ่งมีการปล่อยปลา ไว้ในอ่างใหญ่ ใครอยากได้ปลาในอ่างก็ซื้อไม้ทีทำด้วยกระดาษสา ซึ่งกระดาษสาเมื่อลงในน้ำแล้วก็เปื่อยยุ่ย เพราะกว่าจะปลาสักตัวหมดค่าไม้ไม่ต่ำกว่า 3-4 อัน เป็นที่สนุกสนานของเด็กๆที่รอบอ่างและส่งเสียงเชียร์กันสนุกสนาน เดินเลยไปนิดก็เห็นชิงช้าสวรรค์ที่มีเด็กๆนั่งกันเต็มไปหมด พ่อแม่ก็ยื่นกอดอกคอยลูกกว่าจะหมดรอบ รอบละ 10 บาท เป็นที่ชื่นชอบของลูกจำนวนมาก เป็นร้านที่เด็กออๆกันมากคือร้านของเล่น ซึ่งมีทั้งปืนพลาสติก รถยนต์ยี่ห้อต่างๆ ปืนฉีดน้ำ เด็กยื่นอ้อนพ่อกับแม่ให้ซื้อให้กันเป็นแถว เสี่ยงพ่อแม่บางคนมีการต่อรองกับลูกว่าถ้าซื้อของเล่นแล้วอดกินขนมน่ะ เด็กทุกคนยอมตามเงื่อนไขของพ่อแม่เป็นแถวไปหมด เมื่อได้สิ่งที่ถูกใจแล้วเด็กๆทั้งหลายก็วิ่งไปที่สระน้ำ นำน้ามาใส่มาฉีดใส่กันอย่างสนุกสนาน พ่อแม่ก็ถือโอกาสเข้าไปฟังเทศน์มหาชาติทรงเครื่อง
พวกเรากลับกันก่อนที่เทศน์มหาชาติจะเสร็จเพราะต้องเดินทางไกล แต่พี่ชายบอกว่าเมื่อเทศน์มหาชาติเทศน์เสร็จ มีการตั้งรำวงย้อนยุค ซึ่งในปัจจุบันมีให้เห็นน้อยมาก
พอถึงวันที่ 14 เมษายน ดิฉันไปทำบุญที่วัดอีกวันหนึ่ง ก็ยังมีมากเหมือนกัน แต่วันนี้ชาวบ้านได้ไต่ถามถึงสารทุกข์สุกดิบว่าเป็นอย่างไร ทำไหมตัวจริงตัวเล็กจังเลย ในทีวีตัวใหญ่มาก เพราะชาวบ้านได้ดูทีวีตอนที่ดิฉันออกรายการไทยมุง เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันครู ทุกคนถามถึงความเป็นอยู่ของดิฉันมาก เพราะเป็นคนเดียวที่กลับบ้านน้อยมาก แต่เมื่อกลับถึงบ้านก็จะไม่ออกไปไหนด้วย อยากอยู่กับบ้านมากกว่าเพราะมีงานให้ทำมากมาย
ในปีนี้เป็นวันสงกรานต์อีกครั้งหนึ่งที่มีความสุขได้ทำบุญ ได้เห็นภาพคนแก่ที่อบอุ่นไปด้วยลูกหลานพาไปทำบุญที่วัด ได้เห็นครอบครัวหลายครอบครัวที่ไปทำบุญร่วมกันอย่างสนุกสนานได้เห็นชาวบ้านมีจิตใจที่เอื้ออาทรกัน แลกขนมกันแลกอาหารการกินซึ่งกันและกัน ของให้ภาพเหล่านี้อยู่คู่สังคมไทยให้นานแสนนานต่อไป

ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของศุนย์เด็กก่อสร้าง

ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของศูนย์เด็กก่อสร้าง
โดย ทองพูล บัวศรี มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

ด้วยโครงการศูนย์เด็กก่อสร้างเดอะพารค์แลนด์ ศรีนครินทร์ เป็นศูนย์เด็กก่อสร้างแห่งเดียวที่ได้จัดการเรียนการสอนเคลื่อนที่สู่แหล่งก่อสร้าง เป็นการทำงานเชิงรุกที่รุกเข้าไปให้บริการกับเด็กลูกกรรมกรก่อสร้างที่ติดตามพ่อแม่มาทำงาน ในจำนวนเด็กลูกกรรมกรก่อสร้างมีจำนวนไม่น้อยกว่า 30,000 คน ที่อยู่ในแหล่งก่อสร้างกับพ่อแม่ ในสถานที่ต่างๆทั่วกรุงเทพมหานคร ศูนย์เด็กก่อสร้างเดอะพาร์คแลนด์ได้เปิดการเรียนการสอนมาตั้งแต่ 1 มกราคม 2551 เป็นเวลาปีกว่ามาแล้ว ศูนย์เด็กก่อสร้างมีเด็กเข้าเรียนที่ศูนย์เด็กมีตั้งแต่ 3 วัน 1 สัปดาห์ 1 เดือน 3 เดือน 5 เดือน เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ของเด็กแต่ละคนทำงานอยู่ แต่มีหลายครอบครัวเมื่อย้ายไปทำงานที่อื่นแล้วจะกลับมาที่ศูนย์เด็กก่อสร้างอีกครั้ง เพราะหลายครอบครัวอยากให้ลูกได้เรียนหนังสือ หรือาบงคนพ่อแม่ก็เรียน กศน.ด้วย
ศูนย์เด็กก่อสร้างฯมีเด็กที่เข้ามาเรียนแบบหลากหลายชาติพันธุ์มาก ตั้งแต่เขมร พม่า ลาว ชนกลุ่มน้อย ปากีสถาน เป็นต้น ทุกครอบครัวที่เป็นคนต่างด้าวต้องการให้ลูกเรียนหนังสือ แต่ติดขัด 1.เรื่องเอกสารหลักฐาน โดยเฉพาะเข้าเรียนที่กรุงเทพมหานครต้องย้ายเด็กเข้าในเขตที่ต้องเรียนถ้าไม่มีเอกสารก็ไม่ได้เรียน 2.รายได้ที่ไม่แน่นอนของพ่อแม่ ทำให้ไม่สามารถส่งลูกเรียนหนังสือได้ถึงถ้านโยบายรัฐบาลบอกว่าเรียนฟรี แต่สิ่งที่พ่อแม่ต้องจ่ายคือ ค่ารถเด็กไปโรงเรียน ค่าอาหารเช้า-กลางวัน-เย็นรวมทั้งค่าขนมของเด็กด้วย 3.การถูกจับในฐานะลักลอบเข้าเมืองมาทำงานอย่างผิดกฎหมาย จึงทำให้คนต่างด้าวเหล่านี้มีความไม่มั่นคงในชีวิตที่ต้องคอยหลบหนีตลอดเวลา นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงในแหล่งก่อสร้าง ที่เป็นงานของคนต่างด้าวที่พอจะทำงานเลี้ยงชีพได้ สิ่งที่จะกล่าวต่อไปคือบทสัมภาษณ์ชีวิตของครอบครัวหลากหลายชาติพันธุ์
ครอบครัวที่ 1
พ่อชื่อ นายคำหล้า ก้องไพร อายุ 48 ปี จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยสระรอง จังหวัดแม่ฮ่องสอน อาชีพกรรมกรก่อสร้าง รายได้วันละ 184 บาท แม่ชื่อนางพลอย ไม่มีนามสกุล เป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายจีนอพยพ ที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทย ไม่มีเอกสาร อายุ 43 บาท ทำงานเป็นกรรมกรก่อสร้าง รายได้วันละ 164 บาท ครอบครัวนี้มีลูก 1 คน คือ เด็กชายสุรชัย ก้องไพร อายุ 11 ปี เคยเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 แต่ลาออกออกคันมาตั้งแต่ปี 2548 แล้วพาลูกอพยพไปเรื่อยๆ
ปัจจัยที่มาได้ส่งให้ลูกเรียนต่อ คือ พ่อแม่ไม่มีเงินส่งให้เรียน พ่อแม่ต้องอพยพมาหางานทำจำเป็นต้องเอาลูกมาด้วยเพราะไม่มีคนดู เมื่อมาประสานงานโรงเรียนในกรุงเทพมหานครต้องมีเอกสารหลักฐานการย้ายเข้าเรียนซึ่งขอยากมาก ค่าใช้จ่ายการเรียนโรงเรียนกรุงเทพมหานครแพงมากและใช้เงินมาก การไม่มีเอกสารของแม่เวลาที่โรงเรียนถามถึงเอกสารจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่กล้าพาลูกไปฝากโรงเรียน ทางครอบครัวทราบเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้เด็กเข้าเรียน 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ที่ไม่ได้ส่งลูกไปเรียนเพราะโรงเรียนเก็บเงินเด็กเมื่อเข้าเรียนครั้งแรกแพงมาก ถ้าครอบครัวมีโอกาสส่งลูกไปเรียนคิดว่าค่าใช้จ่ายจะกระทบต่อครอบครัวเป็นอย่างมาก ในขณะนี้ยังไม่ได้วางแผนอนาคตของลูกเป็นอย่างไรแค่ขอให้เขาอ่านออกเขียนเท่านั้น ครอบครัวนี้เป็นห่วงลูกเรื่อง อยากให้ลูกเรียนหนังสือ ห่วงกลัวไปติดยาเสพติดเพราะขณะนี้ยาเสพติดระบาดทั้งในชนบทและกรุงเทพมหานคร กลัวโตขึ้นมาจะไม่เชื่อฟังพ่อแม่ และเด็กไม่มีเอกสารกลัวเรื่องการถูกจับด้วย ถ้าครอบครัวมีโอกาสส่งลูกเรียน อยากให้เรียนแต่คงเป็นภาระต่อครอบครัวอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย ลองสอบถามคนที่เขาส่งลูกไปเรียน ขณะทางครอบครัวยังไม่ได้วางแผนอนาคตลูกไว้แต่อย่างไร ขอเพียงให้ลูกได้อ่านออกและเขียนได้ สิ่งที่เป็นห่วงลูกคือเรื่องลูกไม่มีเอกสารใด ไม่สามารถเลือกงานได้ และกลัวลูกถูกจับมากที่สุด งานที่รับผิดชอบในขณะนี้ คือตามปูน คือผสมปูนส่งให้ช่าง และการย้ายงานบ่อยเป็นเรื่องปกติ หรือถ้ารู้ว่าตำรวจจะมาตรวจก็จะรีบพาครอบครัวอพยพหนีทันที แล้วไปของานแหล่งก่อสร้างอื่นทำ การทำงานไม่มีเวลาที่แน่นอนส่วนมากทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน ไม่ค่อยได้มีโอกาสอยู่กับลูกเท่าที่ควร แต่งานกรรมกรก่อสร้างก็ไม่ได้ว่าจะมีรายได้ที่แน่นอนเพราะต้องอพยพครอบครัวอยู่เรื่อย เพราะทางถูกตำรวจจับจะต้องหาเงินมาให้ตำรวจอย่างมาก
ครอบครัวนี้แม่ขาดเอกสารจึงทำให้ครอบครัวนี้ระแวงบุคคลที่เข้าไปพูดคุยด้วย เพราะกลัวว่าเป็นสายของตำรวจที่จะมาจับ เพราะเคยได้รับประสบการณ์ที่ว่าผู้รับเหมาช่วงต่อเวลาที่ใกล้เงินเดือนออก ผู้รับเหมาจะไปแจ้งตำรวจว่ามีคนงานต่างด้าว ตำรวจมาจับกวาดล้างแล้วส่งตัวคนงานเหล่านี้ไปชายแดน จึงเป็นผลให้ครอบครัวไม่ค่อยสุงสิงกับใครหรือพูดกับใครเท่าที่ควร แม่จะทำงานทั้งวันและคืนเพื่อหลีกเลี่ยงตำรวจมาตรวจ เพราะตำรวจจะมาตรวจที่แหล่งก่อสร้างนี้เป็นประจำเพราะตอนกลางคืนจะมีการเล่นการพนันกัน แม่จึงไม่ยอมอยู่ห้องและจะยอมทำงานโอที แล้วพักเอาในช่วงกลางวันเป็นบางวัน จากการลงสัมภาษณ์จำนวน 6 ครั้งไม่เคยพบแม่เลย พบแต่พ่อที่คอยตอบคำถามครูตลอด

ครอบครัวที่ 2
พ่อชื่อ นายมอ ไม่มีนามสกุล อายุ 41 ปี เป็นชาวพม่าที่หลบหนีออกมาจากศูนย์อพยพอำเภอสังขละ จังหวัดกาญจนาบุรี ไม่ได้เรียนหนังสือเลย หนีออกจากประเทศพม่ามาตั้งแต่อายุ 16 ปี มาแต่งงานกับคนพม่าด้วยกัน อาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้าง (งานทั่วไป หรือเรียกว่าจับกัง ) รายได้วันละ 190 บาท แม่ชื่อ นางจอเยาะ ไม่มีนามสกุล อายุ 29 ปี เป็นชาวพม่า ไม่ได้เรียนหนังสือเลย มาเจอกันที่แหล่งก่อสร้างแล้วก็ทำงานไปเรื่อยๆ อาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้าง(งานทั่วไป หรือเรียกว่าจับกัง) รายได้วันละ 150 บาท ครอบครัวนี้มี ลูก 3 คน คือ คนแรก เด็กชายจอบิ ไม่มีนามสกุล อายุ 14 ปี ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเลย แค่เขียนชื่อตนเองได้เท่านั้น มีรายได้วันละ 130 บาท ลักษณะงานทำงานทั่วไป(จับกัง) คนที่สอง เด็กชายจอน อายุ 13 ปี ไม่มีนามสกุล ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ คนนี้เขียนได้แต่ชื่อเป็นภาษาพม่า เท่านั้น ทำงานที่มีลักษณะงานทั่วไป(จับกัง) รายได้วันละ 100-120 บาท แล้วแต่ผู้รับเหมาจะให้ ทั้งสองคนนี้ต้องอยู่ใกล้ชิดกับพ่อแม่ตลอด คนที่สาม เด็กชายเหน่ง (ซึ่งไม่ยอมบอกชื่อจริงที่เป็นภาษาพม่า ทางครูประจำศูนย์เด็กก่อสร้าง จึงตั้งชื่อเรียกกันในศูนย์ และไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดทั้งสิ้นเกี่ยวกับตัวเอง) อายุ 11 ปี เคยเรียนหนังสือในศูนย์อพยพมาก่อน เคยเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เขียนชื่อและการฝึกให้อ่านและบวก-ลบ พอสมควร
ปัจจัยที่ไม่ได้ส่งลูกเข้าเรียน คือ ไม่มีเงินที่จะส่งลูกเรียนหนังสือเพราะค่าใช้จ่ายแพงมาก ลูกไม่มีเอกสารเพราะเป็นเด็กพม่า จึงไม่กล้าพาไปโรงเรียนที่ใดทั้งสิ้น มีการย้ายงานบ่อยมากเพราะกลัวถูกตำรวจจับ เพราะถ้าตำรวจจับจะต้องใช้เงินมาก เมื่อถูกตำรวจจับตำรวจจะส่งพ่อแม่ลูกไปคนละแห่ง กว่าจะหากันพบต้องใช้เวลานานมาก และใช้เงินมากด้วย หรือบางครั้งต้องส่งไปอยู่ในสำนักตรวจคนเข้าเมือง ที่สวนพลู ทำให้ต้องวิ่งหาเอกสารหรือต้องตรวจ ดีเอ็นเอ พิสูจน์ว่าเป็นลูก จึงไม่ต้องทำงานได้เลย ทางครอบครัวนี้ได้พยายามเก็บเงินแล้วขึ้นทะเบียนของทำงานในเมืองไทย ปัจจุบันขึ้นทะเบียนได้แค่พ่อกับแม่เท่านั้น ส่วนลูกอีก 3 คน ยังไม่ได้เพราะกฎหมายแรงงานไม่ให้เด็กที่อายุตำกว่า 15 ปีทำงาน ครอบครัวนี้จึงต้องหลบซ่อนหรือย้ายงานบ่อยที่สุดเพื่อหนีตำรวจ
ทางครอบครัวไม่ทราบเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้เด็กเข้าเรียน 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถึงแม้จะเป็นต่างชาติหรือเด็กพม่า ชนกลุ่มน้อยก็สามารถให้เรียนได้อย่างน้อยเรียนถึงระดับปริญญาตรี ซึ่งครอบครัวนี้ก็อยากให้ลูกคนเล็กได้เรียนเพราะอย่างน้อยจะได้มีคนรู้ภาษาไทย อย่างน้อยมีคนรู้ภาษาไทยสัก 1 คน ก็สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้ เมื่อต้องถูกตำรวจจับ เพราะสามารถอธิบายเรื่องต่างได้ ปัจจุบันนี้พบปัญหาเวลาถูกจับไม่มีใครสื่อสารกับตำรวจได้เลย จึงเสียค่าปรับสูงมาก
ถ้าลูกมีโอกาสได้เรียนหนังสือค่าใช้จ่ายของลูกจะเป็นภาระต่อครอบครัวอย่างมาก เพราะรายได้ของครอบครัวไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่หาได้มา ในขณะนี้ยังไม่ได้วางแผนอนาคตของลูกเป็นอย่างไรแค่ขอให้เขาอ่านออกเขียนเท่านั้น ครอบครัวนี้เป็นห่วงลูกเรื่อง กลัวลูกถูกจับแล้วส่งกลับไปตามชายแดนกลัวจะไม่ได้พบหน้ากันอีก กลัวไปติดยาเสพติดเพราะขณะนี้ยาเสพติดระบาดมาก กลัวลูกติดการพนัน และเป็นห่วงเรื่องอาชีพของลูก กลัวจะไม่มีงานทำในอนาคตเพราะลูกไม่มีเอกสารใดๆ
ครอบครัวนี้ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร โดยเฉพาะลูกคนเล็กจะมีอาการเก็บกดมาก ชอบแสดงความก้าวร้าว ต่อต้านครู และจะให้เหตุผลเมื่อต้องให้เรียนหนังสือ คือ เรียนไปทำไมความรู้ช่วยอะไรไม่ได้ แล้วชอบชวนเพื่อนไปเที่ยวห้าง หรือพากันหนีไปเล่นในที่เปลี่ยว ซึ่งทางครอบครัวก็ไม่ว่าอะไร ตามใจลูกมาก
จากการสัมภาษณ์ครอบครัวนี้ ทั้งพ่อและแม่ ไม่ยอมพูดเลย เพราะพูดภาษาไทยไม่ค่อยชัด ข้อมูลที่ได้มานั้นได้จากอาที่พูด เขียน ภาษาไทยได้บ้าง เพราะเคยเป็นครูในศูนย์อพยพมาก่อน
งานที่ครอบครัวนี้ ส่วนมากเป็นงานที่ผู้รับเหมาสั่ง(จับกัง) และเลิกงานไม่เป็นเวลา เพราะส่วนมากครอบครัวนี้ขอทำงานในช่วงกลางคืนเพราะตำรวจชอบมากตรวจที่บ้านพักของกรรมกรก่อสร้างในช่วงกลางคืน ถึงแม้จะมีบัตรขออนุญาตทำงานแล้วก็ต้องคอบหลบซ่อนเหมือนกันเพราะเป็นห่วงลูกชายอีก 2 คน

ครอบครัวที่ 3
พ่อชื่อนายเยียะ ไม่มีนามสกุล อายุ 43 ปี เป็นชาวพม่าที่หลบหนีออกมาจากศูนย์อพยพที่จังหวัดราชบุรี ไม่ได้เรียนหนังสือเลย อาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้าง (งานทั่วไป หรือเรียกว่าจับกัง ) รายได้วันละ 170 บาท แม่ชื่อ นางเฉิน ไม่มีนามสกุล อายุ 29 ปี เป็นชาวพม่า ไม่ได้เรียนหนังสือเลย แต่งงานกันตั้งแต่อยู่ในศูนย์อพยพที่ราชบุรี อาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้าง(งานทั่วไป หรือเรียกว่าจับกัง) รายได้วันละ 150 บาท ครอบครัวนี้มี ลูก 3 คน คือ คนแรก เด็กหญิงเพียะ ไม่มีนามสกุล อายุ 15 ปี ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือเลย แค่เขียนชื่อตนเองได้เท่านั้น มีรายได้วันละ 130 บาท ทำงานเป็นคนรับใช้ในบ้าน ได้รับเงินเดือน เดือนละ 3,500 บาท คนนี้ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ที่แหล่งก่อสร้าง คนที่สอง เด็กชายนาย อายุ 10 ปี ไม่มีนามสกุล เคยเรียนหนังสือที่ศูนย์เด็กเล็ก ในศูนย์อพยพที่ราชบุรี โดยอ่านและเขียน ก-ฮ ได้บางตัว แต่ร้องเพลงชาติ สวดมนต์ ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีได้ เป็นเด็กก้าวร้าวชอบเล่นรุนแรง และมีทัศนคติกับคนรอบข้างในแง่ลบโดยเฉพาะคนไทย คนที่สาม เด็กชายบิว อายุ 8 ปี ไม่มีนามสกุล เคยเรียนหนังสือที่ศูนย์เด็กเล็ก ในศูนย์อพยพมาก่อน แต่ความพร้อมไม่ค่อยมี ชอบเกเรและดื้อเงียบมาก ชอบตีเพื่อนเวลาเล่นกัน
ปัจจัยที่ไม่ได้ส่งลูกเข้าเรียน คือ ไม่มีเงินที่จะส่งลูกเรียนหนังสือเพราะค่าใช้จ่ายแพงมาก ลูกไม่มีเอกสารเพราะเป็นเด็กพม่า จึงไม่กล้าพาไปโรงเรียนที่ใดทั้งสิ้น มีการย้ายงานบ่อยมากเพราะกลัวถูกตำรวจจับ เพราะถ้าตำรวจจับจะต้องใช้เงินมาก เมื่อถูกตำรวจจับตำรวจจะส่งพ่อแม่ลูกไปคนละแห่ง กว่าจะหากันพบต้องใช้เวลานานมาก และใช้เงินมากด้วย ทางครอบครัวนี้ไม่มีเงินขึ้นทะเบียนของทำงานในประเทศไทย เพราะค่าใช้จ่ายแต่ละคนสูงเกือบ 1 หมื่นบาท ครอบครัวนี้ จะใช้วิธีหลบซ่อนเมื่อรู้ตำรวจมาตรวจในบ้านพักกรรมกรก่อสร้าง โดยการไปหลบในแอ่งน้ำหรือบางครั้งต้องไปหลบในไซด์งานที่ยังก่อสร้างไม่เสร็จ หรือบางครั้งในห้องส้วมของบ้านพัก
ทางครอบครัวไม่ทราบเรื่องที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้เด็กเข้าเรียน 12 ปี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถึงแม้จะเป็นต่างชาติหรือเด็กพม่า ชนกลุ่มน้อยก็สามารถให้เรียนได้อย่างน้อยเรียนถึงระดับปริญญาตรี ซึ่งครอบครัวนี้ก็อยากให้ลูก ทั้ง 2 คน ได้เรียนหนังสือ ภาษาไทย เพราะแนวโน้มครอบครัวนี้คงไม่ได้กลับไปที่ประเทศพม่าแล้ว เพราะญาติเสียชีวิตหมดแล้ว
ถ้าลูกมีโอกาสได้เรียนหนังสือค่าใช้จ่ายของลูกจะเป็นภาระต่อครอบครัวอย่างมาก เพราะรายได้ของครอบครัวไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่หาได้มา ในขณะนี้ยังไม่ได้วางแผนอนาคตของลูกเป็นอย่างไรแค่ขอให้เขาอ่านออกเขียนเท่านั้น ครอบครัวนี้เป็นห่วงลูกเรื่อง กลัวลูกถูกจับแล้วส่งกลับไปตามชายแดน กลัวไปติดยาเสพติดเพราะขณะนี้ยาเสพติดระบาดมาก กลัวลูกติดการพนัน และเป็นห่วงเรื่องอาชีพของลูก กลัวจะไม่มีงานทำในอนาคตเพราะลูกไม่มีเอกสารใดๆ และกลัวถูกคนไทยรังแกเพราะลูกเป็นเด็กดื้อมากจึงเป็นเรื่องที่กังวลของแม่มาก
ครอบครัวนี้ไม่ค่อยพูดคุยกับใคร แม้กับคนพม่าด้วยกันเอง เพราะคนพม่าครอบครัวไหนที่ขึ้นทะเบียนแล้วก็จะเอาเปรียบครอบครัวที่ไม่มีเอกสารใดๆทั้งสิ้น พ่อของเด็กไม่เคยเห็นหน้าเลยเพราะจะทำแต่งานอย่างเดียว ส่วนแม่จะพูดคุยกับครูที่ศูนย์เด็กก่อสร้างบ้างเป็นครั้งคราว แม่จะทำอาหารกลางวันมาให้บ้างแล้วพูดคุยกับครูแต่มีปัญหาเรื่องภาษาในการสื่อสารกัน

ครอบครัวที่ 4
พ่อชื่อ นายยะ ไม่มีนามสกุลอายุ 42 ปี เป็นชาวพม่าที่หลบหนีเข้ามาทางจังหวัดกาญจนบุรี เป็นชาวเมืองมะริด ไม่ได้เรียนหนังสือเลย อาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้าง (งานทั่วไป หรือเรียกว่าจับกัง ) รายได้วันละ 170 บาท แม่ชื่อ นางไข่ ไม่มีนามสกุล อายุ 29 ปี เป็นชาวพม่า ไม่ได้เรียนหนังสือเลย แต่งงานที่แหล่งก่อสร้างต่างคนต่างอพยพเข้ามาทำงาน อาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้าง(งานทั่วไป หรือเรียกว่าจับกัง) รายได้วันละ 150 บาท ครอบครัวนี้มี ลูก 2 คน คือ คนแรกเป็น เด็กชายมานะ อายุ 8 ปี ไม่มีนามสกุล ไม่เคยเรียนหนังสือที่ไหนาก่อน ต้องมาหัดอ่านและเขียนที่ศูนย์เด็กก่อสร้างฯ คนที่สองเด็กหญิงจารุณี อายุประมาณ 7 ปี ไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อนเลย จับดาสอก็มาถูกวิธี การระบายสีเด็กทั้งสองยังไม่เคยทำ แค่เขียนก็จบแล้ว
อาทิตย์แรกที่เข้ามาในศูนย์เด็กก่อสร้างฯเด็กทั้งสองไม่คุยกับครูศูนย์เด็กก่อสร้างเลย ใช้ภาษามือในการสื่อสารกันอย่างเดียว เด็กจะสิ่งแบบรุนแรงมาก จะปืนตามตู้หนังสือบางครั้งก็กระโดดลงมาที่พื้นแผ่นยิปซั่ม กลัวจะหักหรือแตก เครื่องเล่นที่ให้เล่นก็จะถูกเขวียงกระจาย เตะของเล่น และลากตระกร้าที่ใช้เครื่องเล่นแทบพัง และฉีกกระดาษทุกชนิดเต็มไปหมด ซึ่งจะเข้ากับเพื่อนที่ศูนย์เด็กยังไม่ได้เลย
อาทิตย์ที่สอง เด็กทั้งสองคนเริ่มพูดคุยกับครูบ้างเป็นบางคำ แต่พูดตามคำพูดของครู หรือเลียแบบคำพูดครูไพโรจน์ ทั้งเร่องคำพูด กิริยาท่าทาง แต่มีสิ่งที่ประทับใจมากคือเวลาจะไปไหนสองคนพี่น้องจะไปพร้อมกัน เห็นความห่วงหาอาทรของสองศรีพี่น้อง เวลาที่พี่มานะเข้าห้องน้ำ น้องสาวจารุณีก็จะไปยื่นเฝ้าที่หน้าห้องน้ำจนกว่าพี่จะทำธุระเสร็จ ส่วนเวลาที่น้องสาวเข้าห้องน้ำพี่ชายจะยื่นกอดอกเฝ้าหน้าห้องน้ำเป็นผู้คุ้มกันความปลอดภัยอย่างดี เวลาที่จะกินขนมหรืออาหารทั้งสองคนต้องกินเหมือนกัน แต่ถ้าคนใดกินเสร็จก่อนอีกคนก็จะลุกตามไม่ยอมกินให้เสร็จ
อาทิตย์ที่สาม การสื่อสารระหว่างครูไพโรจน์กับ น้องมานะ น้องจารุณี ดีขึ้นมาก ครูเองก็ได้ไปพยายามเรียนภาษาพม่ากับพ่อเด็กทั้งสองมา แต่เจ้าสองคนพี่น้อง เป็นเด็กสดใส น่ารัก ยิ้มแย้มแจ่มใส เริ่มเรียนรู้กฎระเบียบเข้ากับเพื่อนได้บ้าง ชอบระบายสีเพิ่มขึ้น น้องจารุณีชอบสีฟ้ามาก สาวนน้องมานะชอบสีแดง ระบายต้นไม้เป็นต้นไม้สีแดง เสื้อที่ใส่ก็ชอบสีแดงแม้จะเก่าแค่ไหนก็ใส่ตัวเดิม แต่สองคนชอบนั่งสมาธิเป็นอย่างมากสวดมนต์ได้เป็นบางคำ ครูได้พยายามสอนให้ร้องเพลงชาติอยู่ แต่เมื่อเขาคุยกันเองสองคนพี่น้องเขาสื่อสารกันด้วยภาษาพม่า
ดังตัวอย่างได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ความมีสีสันของศูนย์เด็กก่อสร้างที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทำให้ศูนย์เด็กก่อสร้างเดอะพาร์คแลนด์ ศรีนครินทร์ไม่เงียบเหงา เสียงพูดคุยกันแต่ละภาษาสื่อสารกันด้วยความรัก ความเข้าใจ ความเอื้ออาทร ตลอดจนการอยากที่จะเรียนรู้ร่วมกันในแผ่นดินไทย ทุกครอบครัวขอบคุณคนไทยทุกคนที่ให้โอกาสแก่พวกเขาที่มีอาชีพ และมีรายได้เลี้ยงครอบครัว

ครอบครัวกรรมกรก่อสร้างกับทะเลบางแสน

ครอบครัวกรรมกรก่อสร้างกับทะเลบางแสน
โดย ทองพูล บัวศรี (ครูจิ๋ว) มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

ในเดือนเมษายน ของทุกปี วันที่ 14 เมษายน ประกาศให้เป็นวันครอบครัว ในปี้นี้ทางโครงการศูนย์เด็กก่อสร้างเดอะพาร์คแลนด์ ศรีนครินทร์ มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมโดยบริษัทนารายณ์ พร๊อพเพอตี้ จำกัด ได้พาครอบครัวของกรรมกรก่อสร้าง จำนวน 7 ครอบครัวไปทะเลบางแสนด้วยกัน ซึ่งตอนแรกเป็นการจัดเพื่อพาเด็กเด็กๆที่ติดตามพ่อแม่มาอยู่ในแหล่งกอสร้างที่เมื่อเวลาลูกอยู่ต่างจังหวัด เมื่อปิดเทอมก็จะลงมาหาพ่อแม่ที่กรุงเทพฯ จะมีเด็กต่างจังหวัดจำนวนมากที่ไม่เคยเห็นทะเลเลย
ในวันที่ 10 เมษายน 2552 เป็นวันที่กำหนดล่วงหน้ามาหลายครั้งแล้ว โดยเมื่อวันที่ 9 ที่ผ่านมาเกิดม็อบเสื้อแดงปิดการจราจรอนุสาวรีย์ชัยฯขึ้น ทำให้กรุงเทพฯมหานครเป็นอัตพาต การจราจรติดขัดไปหมด เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์กับผู้ประสานงานคุยกันตลอดว่าจะทำอย่างไรดี เพราะมีการเลื่อนนัดเด็กและเยาวชนมาหลายครั้งแล้ว สุดท้ายคือพาเด็กไปทะเลบางแสน แต่ในเช้าวันที่ 10 ครูจิ๋วต้องเดินทางจากหลักสี่ (มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก) ไปที่ศูนย์เด็กก่อสร้าง ซึ่งเป็นวันที่ต้องเดินทางแบบยากลำบามาก เพราะรถเมล์วิ่งน้อยมาก จะมารถแท็กซี่ก็ไม่กล้า กลัวความป่าเถื่อน จึงเดินทางมาล่าช้ามาก เด็กและผู้ปกครองรอที่ศูนย์เด็กก่อสร้างจำนวนมาก พอเห็นครูจิ๋วเดินมาทุกคนส่งเสียงดังและมีความสุขที่จะได้เดินทางไปในครั้งนี้
เวลา 9.00 น. รถออกเดินไปทางทะเลบางแสน ครอบครัวที่ร่วมเดินทางไปด้วย คือครอบครัวแม่น้องบอม,ครอบครัวแม่น้องนาย,ครอบครัวแม่น้องตี๋,ครอบครัวน้องตะวัน(แม่เป็นลาวที่อพยพมา),ครอบครัวน้องมานะ น้องจารุณี(เป็นครอบครัวชาวพม่า),ครอบครัวน้องต้า,มีพี่น้องคือน้องแนน และน้องเตยที่ไปด้วยกัน ส่วนเด็กที่ไปไม่มีผู้ปกครองไปด้วยคือ น้องมด (สาวสวยประจำศูนย์เด็กก่อสร้าง เพราะเป็นเด็กที่อยู่กับศูนย์มาตั้งแต่ แต่เล็ก) น้องนิว และน้องเทพ จำนวน ผู้ใหญ่ที่เดินทางในครั้งนี้จำนวน 11 คน เด็กเล็กตั้งแต่อายุ 2 เดือน จนถึง 12 ปี จำนวน 13 คน ซึ่งรถแน่นมาก แต่ทุกคนมีความสุขที่จะร่วมกันเดินทางในครั้งนี้
การเดินทางใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ทุกคนถามครูจิ๋วตลอดทางว่าถึงที่ไหนแล้ว ครูค่ะรถอะไรทำไมมันใหญ่จัง ครูค่ะใช่เครื่องบินไหม เครื่องบินมันบินอย่างไร ทำไมเครื่องบินมันจอดนิ่งๆค่ะครู คำถามที่ชวนปวดหัว ครูหาคำตอบให้ไม่ได้จำนวนมาก พอคนหนึ่งถามคนอื่นก็จะถามตอบทันที่ สถานที่แรกที่พาดู คือพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำทางทะเล เด็กๆและแม่ของทุกคนตื่นเต้นกันมาก ทุกนชวนดูปลาชนิดต่างๆอย่างสนุกสนาน พร้อมกับตระโกนกันให้ลั่นเลย ครูค่ะทำไมกุ้งมันใหญ่จังเลย เอาไปทำต้มยำได้ไหมครู ปลาทูตัวใหญ่ ไม่เคยเห็นเลย ปลาช่อนอเมซอนตัวใหญ่กว่าเด็กอีก เด็กทุกคนสนุกสนานที่ได้เห็นปลาจำนวนมาก แต่น้องมดร้องไห้ตลอดเวลากลัวทั้งความมืดและร้องหาแต่แม่อย่างเดียว ครอบครัวที่สนใจตลอดดูปากอย่างจดจำ คือครอบครัวของน้องมานะ น้องจารุณี ซึ่งเป็นชาวพม่า ดูอย่างละเอียดทุกปลา อย่างสนใจ เมื่อกลับมาที่ศูนย์เด็กก่อสร้าง เด็กคนอื่นเขาไปเล่นที่อื่นๆ เด็ก 2 คน นี้กลับมาที่โปส์เตอร์ของที่ศูนย์เด็กฯ เพราะเรามีโปส์เตอร์รูปปลาจำนวนมาก แล้ว 2 คนก็มาชี้รูปปลาที่ได้ดูมา ส่งเสียงเป็นภาษาพม่า แถมเรียก เสย่า เสย่า เสย่า (เสย่า ภาษาพม่า เรียกว่าครู) ตลอดเวลา
ถึงทะเลบางแสน เด็กๆหิวข้าวแต่ไม่อยากกินข้าว อยากลงทะเลกันมากกว่า ลูกแต่ละครอบครัวออนแม่ แม่ เช่าห่วงยางกัน บางครอบครัวที่ ลูกมา 2 คน ก็ต้องเช่า 2 หวง ครูบอกว่าให้เช่าหวงเดียวก็พอแล้วแบ่งกันเล่น แต่ไม่ยอมสุดท้ายเด็กได้หวงยางกันคนละหวง ไปลอยคอกันในทะเลอย่างสนุกสนาน แม่ไม่ยอมลงทะเลด้วยเพราะกลัวดำ ครูจิ๋ว ครูไพโรจน์ เลยลงทะเลกับเด็กๆเล่นอย่างสนุกสนาน หวงยางที่เด็กอยากได้กลายเป็นภาระ เพราะเด็กเล่นโดยไม่มีหวงยางสนุกกว่า จึงต้องเอาไปคืนเจ้าของร้าน ซึ่งเสียดายเงินค่าเช่ามาก จึงเป็นการพูดคุยกับแม่เด็กว่าอะไรที่ควรจ่ายก็จ่าย อะไรที่ไม่จำเป็นคุณไม่ต้องเสียให้ลูกหรอก อย่างน้ำอัดลมไม่มีประโยชน์สำหรับเด็กเลยทำไมแม่ต้องซื้อให้ด้วย จึงพูดคุยกันชายหาดนั่นแหละในวิธีการเลี้ยงลูก แต่มีหลายครอบครัวที่แม่เป็นแบบอย่างที่ดี เอาใจใส่ลูก สอนลูกให้ในเรื่องการดูเอื้อเฟื้อเผื่อแพร่เผยที่ดี รู้จักแบ่งปัน โดยเฉพาะครอบครัวน้องบอม กับครอบครัวน้องตะวัน(น้องตะวันมีน้องเล็ก อายุแค่ 2 เดือนไปด้วย ชื่อน้องวรรณนภา เป็นเด็กผู้หญิงที่นอนหลับปุ๋ยตลอดการเดินทาง) และครอบครัวน้องมานะกับน้องจารุณี ที่แม่ลงทะเลอยู่ใกล้ๆกับลูกตลอดเวลา สอนให้ลูกเล่นน้ำ เก็บหอย ว่ายน้ำ ถึงจะเป็นชาวพม่าแม่เอาใจใส่ดีมาก สอนให้ลูกแบ่งปันขนม รู้จักขอบคุณ สิ่งเหล่านี้ คือการเป็นแบบอย่างของเด็กๆที่ได้เห็นพ่อแม่ตนเองเป็นตัวอย่างที่ดี
ส่วนน้องมดของพวกเรา ลงทะเลแค่เดินผ่านน้ำทะเลเท่านั้นแหละ ร้องไห้ตลอดอยากขึ้น ส่วนน้องตะวันครั้งแรกก็ร้องไห้ แต่เมื่อไว้วางใจครูจิ๋วแล้ว ก็อยากลงไปน้ำลึก ได้สอนให้เขาเอาเท้ากระทุนน้ำ น้องตะวันสนุกมาก ส่วนเด็กคนอื่น น้องเตย น้องต้า น้องนิว-น้องตี๋-น้องเทพ เด็กโตจะสนุกมาก เล่นน้ำกันประมาณ 3 ชั่วโมงที่แช่อยู่ในน้ำ
เราเดินทางกลับแต่ได้พาครอบครัวของเด็กๆแวะดูลิง ที่เขาสามมุข น้องมดดูท่าทางตื่นเต้นกว่าเด็กคนอื่นๆ เพราะไม่เคยได้ไปไหนกับคนอื่นเขาเลย จึงสนใจลิงเป็นพิเศษขนาดเห็นหมายังบอกว่าเห็นลิง เห็นลิงบอกว่าเป็นหมา แต่ส่งเสียงดังลั่นรถอยู่คนเดียว ขากลับเด็กแต่ละคนนอนหลับเพราะความเพลีย แต่แต่ละคนมีตักแม่ที่นุ่มๆนอนหนุนตักแม่กันแต่ละคน ส่วนน้องมดนั้นบนตักครูจิ๋วตลอดทาง ซึ่งตัวน้องมดหนักมากเล่นเอาครูจิ๋วปวดไปทั้งตัวเลย แต่ทั้งเด็ก-ครู-แม่ ต่างมีความสุข ที่ได้เห็นความรักความผกพันของแม่ที่มีต่อลูก แม่ทุกคนรักลูกมาก เพียงแต่เราต้องบอกกับเขาในเรื่องการเลี้ยงลูก
เมื่อถึงศูนย์เด็กก่อสร้าง แม่ๆกัลป์ลูกๆทุกคนขอบคุณครูที่พาไปทะเลบางแสนในครั้งนี้ ซึ่งยังไม่รู้ว่าอีกกี่ปีจะมีโอกาสไปเที่ยวกันอีก แต่สิ่งหนึ่งที่ครูเห็น คือการสร้างโอกาสให้แม่กับลูกเขาได้อยู่ด้วยกันในวันแห่งความสุข เด็กทุกคนสนุกสนานถึงแม่จะเหนื่อย แต่เหนื่อยอย่างมีความสุข ที่มีเงินแล้วหาซื้อไม่ได้ และต้องขอบคุณบริษัทนารายณ์พร๊อพเพอตี้ ที่ให้โอกาสแก่แม่และเด็กลูกกรรมกรก่อสร้าง ได้มีความสุข ขอบคุณมากๆๆๆกับโอกาสดีๆๆๆ

เด็กต่างจังหวัดพักร้อนในกรุงเทพมหานคร

เด็กต่างจังหวัดพักร้อนในกรุงเทพมหานคร
โดย ทองพูล บัวศรี (ครูจิ๋ว) มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

ในช่วงเดือนมีนาคม ถึงต้นเดือนพฤษภาคม ในช่วงนี้ได้มีการสังเกตหรือไม่ ดิฉันได้นั่งรถเมล์ไปตามที่ต่างๆหลายแห่งในกรุงเทพมหานคร ภาพหนึ่งที่ดิฉันประทับใจ คือมีเด็กชาย เด็กหญิงหลายคนที่มาจากต่างจังหวัดในช่วงปิดเทอม แล้วมาเยี่ยมพ่อกับแม่ในกรุงเทพ เด็กเหล่านี้ได้ออกมาช่วยพ่อแม่ขายของอาหารอีสานตามฟุตบาท
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2552 ดิฉันเดินทางไปส่งเอกสารบัญชีทรัพย์สินให้กับ เลขาธิการมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ตอนเวลา 12.00 น. ดิฉันได้เดินออกมารับประทานอาหารกลางวัน แล้วได้นั่งรถเมล์ ผ่านอาคารวาณิช ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ได้เห็นภาพเด็กชาย เด็กหญิง ในช่วงอายุ 8-13 ปี ช่วยพ่อแม่ขายของ บางคนร้องตระโกนขายน้ำเย็นๆ เพราะอากาศร้อนมาก
แต่มีครอบครัวหนึ่ง ที่พ่อแม่ขายของ แล้วมีลูก 2 คน คนโตเป็นผู้หญิงอายุประมาณ 12 ปี น้องคนเล็กเป็นผู้ชาย อายุประมาณ 4 ปี ครอบครัวนี้ขายลูกชิ้นทอด ซึ่งขายลูกชิ้นหลายอย่าง ในช่วงพักกลางวันแบบนี้มีพนักงานของบริษัทได้ลงมารับประทานอาหารกลางวัน ตอดจนการมาซื้ออาหารขึ้นไปบนบริษัท เสียงเด็กต่างก็ร้องขายของของพ่อแม่ของตนเอง
เป็นภาพที่ดิฉันประทับใจมาก ที่เห็นเด็กๆต่างช่วยพ่อแม่ทำมาหากินเลี้ยงตนเองและครอบครัว มื้อก็ตักอาหารใส่ถุงให้ลูกค้า ปากก็ตะโกนขายของ พ่อแม่ก็ทอดลูกชิ้น น้องคนเล็กก็เดินวนเวียนอยู่รอบๆร้านที่ขายลูกชิ้นอยู่นั้น นี้เป็นการสอนที่เป็นชีวิตจริงของพ่อแม่ที่ว่า เมื่อพ่อแม่มาทำงานที่กรุงเทพฯ หลายคนในต่างจังหวัดคิดว่าพ่อแม่ทำงานสบาย แต่นี้คือสภาพที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย ทีมีครอบครัวจากต่างจังหวัดเข้ามาในกรุงเทพที่ไม่สามารถที่จะเลือกงานทำได้ ต้องทำงานทุกอย่างที่จะหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว และลูกๆของครอบครัวนี้ก็ได้พบสภาพที่แท้จริงของพ่อแม่ว่า รายได้แต่ละบาท 2 บาทที่พ่อแม่ได้มานั้นมันลำบากขนาดไหน ลูกเองเวลาที่ต้องใช้เงินจะได้รู้ค่าของเงินที่พ่อแม่หามาด้วยความยากลำบาก ต้องตากแดด ตากฝน เพื่อขายของให้ได้ จะได้ไม่ต้องขายทุน
ชีวิตที่ต้องดิ้นรนในภาวะที่เศรษฐกิจที่ประชาชนทุกคนต้องประหยัด อาหารริมฟุตบาท จึงเป็นทางเลือกที่พนักงานบริษัทใช้บริการและสามารถแบ่งปันรายได้ซึ่งกันและกันได้ และร้านค้าเล็กๆก็อยู่ได้ในภาวะที่คับขันเหมือนกัน เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวที่อยู่ต่างจังหวัดอีกหลายชีวิต และเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับเด็กต่างจังหวัดได้มาพักร้อนในกรุงเทพได้เรียนรู้ชีวิตที่ต้องดิ้นรน..เพื่อหาเลี้ยงทุกคนในครอบครัว จึงเป็นการพักร้อนที่มีคุณค่าของตัวเด็กเอง และพ่อแม่ก็จะใช้แรงงานลูกได้ด้วย เป็นสภาพชีวิตที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ว่า “ไม่มีคำว่าจน อยู่ในหมู่ของคนขยัน”

ข้อเสนอในการประชึม เรื่อง เด็กกระทำผิด

ข้อเสนอในการประชุมเรื่อง การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อกำหนดนโยบายและแนวทางด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน
เมื่อ วันที่ 31 มีนาคม – 1 เมษายน 2551
ณ. โรงแรม ระยองรีสอร์ท จังหวัดระยอง
“””””””””””””””””””””””””
ได้มีผู้เข้าร่วมประชุมปฏิบัติการ จำนวน ประมาณ 50 คน ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม องค์กรพัฒนาเอกชน นักวิชาการ และผู้ปกครองของเยาวชนกระทำผิด
ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประเด็นของสาเหตุ และมาตรการแนวทางแก้ไข โดยในที่ประชุมได้สรุปเพื่อหาแนวทางในการดำเนินการแก้ไขต่อไป

จากการพูดคุย และแลกเปลี่ยน ในฐานะที่ดิฉัน เป็นผู้เข้าร่วมประชุมคนหนึ่งที่ทำงานองค์กรพัฒนาเอกชน มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ที่ได้รับเด็กกระทำผิดตามศาลสั่งมาดูแลที่มูลนิธิฯ โดยได้มีบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างองค์กรเครือข่ายความร่วมมือในการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ ปี 2545 เป็นต้นมา โดยทางมูลนิธิฯ จะรับเด็กที่อายุต่ำกว่า 11 ปี ที่ต้องคดีมาดูแล
ในการประชุมครั้งนี้ได้มีข้อเสนอหลายประการด้วยกันในเรื่องการป้องกันและแนวทางแก้ไข
1.ต้องการให้การศึกษาทั่วถึง และเปิดโอกาสให้เด็กที่ถูกกล่าวหา หรือมีความพลาดในประเด็นต่างๆได้มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เพื่อเป็นการยืดอายุเด็กให้อยู่ในระบบการศึกษามากที่สุด และพร้อมกับการเพิ่มหลักสูตรแบบหลากหลายในเรื่องรูปแบบกิจกรรม เช่น การเข้าค่ายชีวิต (ทั้งเด็กที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและเด็กก้าวพลาดไป) กิจกรรมการเรียนรู้ชีวิตจริง( คือการพาเด็กทัวรเด็กที่ติดผู้ต้องขังในเรือนจำ เด็กที่กระทำผิดที่บ้านเมตตา บ้านเด็กพิการ เด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ เป็นต้น)
2.การทำงานส่งต่อ เด็กและเยาวชน โดยต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องครอบครัวของเด็กที่กรทำผิด เด็กที่ขาดรัก เด็กต้องการคนที่เขารักและเป็นหลักยึดในชีวิตของเด็กเมื่อเวลาที่เกิดปัญหา
2.1 เรื่องครอบครัวของเด็ก ควรมีการสำรวจที่ชัดเจน และแบ่งครอบครัวออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือครอบครัวที่พร้อม ครอบครัวที่เสี่ยง ครอบครัวที่ต้องให้ความดูแลและการช่วยเหลือจากรัฐ โดยเฉพาะครอบครัวที่ที่ต้องดูแล เพราะเด็กเหล่านี้ขาดความรัก ความอบอุ่น พร้อมที่จะทำอะไรก็ได้ เด็กขาดหลัดยึด ซึ่งแนวทางแก้ไขคือการหารอบครัวทดแทน หรือการมีปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา คอยช่วยเหลือดูแลให้ ส่งเสริมความสัมพันธ์ของครอบครัว การอยู่พร้อมกันของพ่อแม่ลูก ที่มีการสื่อสารที่ดี และเมื่อเจอวิกฤติครอบครัวจะเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดรวมกันฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆด้วยความรักความเข้ใจและความอบอุ่น
2.2 เรื่องเศรษฐกิจของพ่อแม่เด็ก ต้องมีงานที่เหมาะสม มีรายได้ที่พอเพียงเลี้ยงครอบครัวได้ ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ที่ไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับอบายมุขทุกประเภทที่ทำลายชีวิตและ รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ค่าสุรา ค่าบุหรี่ ค่าอาหาร เป็นต้น
3.การใช้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หลายหน่วยงานมีข้อมูล มีทั้งงานวิจัยเชิงสำรวจ มีงานวิจัยที่เฝ้าระวัง ตลอดจน การนำข้อมูลในแต่ละจังหวัดมาวางแผนในการใช้ข้อมูลในเชิงปฏิบัติการได้ และใช้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละจังหวัดให้ได้ ควรมีการประสานงานกันทั้งหน่วยงานรวมทั้งการบูรณาการทำงานทำงานทั้งหน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน ด้วยการส่งเสริมกลุ่มเด็กที่พร้อม ดูแลพิทักษ์ ปกป้องคุ้มรอง แก้ไขฟื้นฟู กลุ่มเด็กและเยาวชนที่เสี่ยง โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาด เป็นต้น
4.การให้โอกาสเด็กและเยาวชนที่พ้นออกจากการฝึกอบรมของ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ควรที่จะมีการพัฒนาทั้งระบบ มีการติดตามเด็กหลังปล่อย ว่าเมื่อพ้นจากการฝึกอบรมไปแล้ว ดำเนินชีวิคอย่างไร มีงานทำหรือไม่ มีการวางแผนในการใช้ชีวิตที่คืนสู่สังคมอีกครั้งอย่างไรบ้าง ครอบครัวเดิมของเด็กและเยาวชนพร้อมที่จะเข้ามาปกป้อง อุ้มชู ให้โอกาสแค่ไหน การทำงานกับครอบครัวได้มีการวางแผนร่วมกับศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนอย่างไร เมื่อเด็กและเยาวชนพ้นไปแล้วเมื่อเกิดปัญหาใครที่จะร่วมแก้ไขปัญหาให้เขาได้บ้าง เป็นต้น
5.การบังคับใช้กฎหมายที่ประกาศใช้อย่างจริงจัง และต้องบังคับใช้อย่างเด็ดขาดด้วย เช่น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดระบบโซนนิ่งของสถานประกอบการที่มีมากมาย และเปิดได้ตามต้องการของผู้ประกอบการ เช่นผับ บาร์ เธค คาราโอเกะ เป็นต้น การใช้สื่อที่เน้นสังคมบริโภคอย่างเดียวจนไม่เหลือความเป็นไทย รวมทั้งบทบาทของสื่อที่เน้นการแข่งขันสูงมาก และได้เน้นแต่สื่อที่ทำลายวัฒนธรรมของไทยที่ดีงาม เน้นการขาบบริการทุกรูปแบบ สื่อมาลก เป็นต้น
6.การส่งต่อเด็ก เมื่อเด็กเกิดปัญหาขึ้น จะร่มกันแก้ไขอย่างไร คงปล่อยให้ผู้ปกครองรับภาระคนเดียวไม่ได้ ต้องมีหน่วยงานคอยช่วยเหลือ เช่น เมื่อเด็กถูกตำรวจจับ ควรจะทำอย่างไร หน่วยงานไหนที่มีงบประมาณในการมีเงินประกัน การใช้ทีมสหวิชาชีพร่วมสอบ เมื่อเด็กต้องฝึกอบรมต้องมีหลักสูตรที่กิจกรรมที่หลากหลายที่ต้องปรับพฤติกรรมเด็กและเยาวชนเพื่อให้เขาสามารถคืนสู่สังคมอย่างปราณีตได้และดำเนินชีวิตในสังคมปกติ การสร้างอาชีพตลอดจนการจัดการสิ่งแวดล้อมที่เป็นอันตรายต่อเด็กและสิ่งเหล่านี้
สิ่งเหล่านี้ ดิฉันได้เสนอในที่ประชุม และมีผู้ปกครอง 1 ครอบครัวขอปรึกษาหลัจากการประชุมเสร็จ เพราะมีหลานกำลังติดยา และเข้าไปเกี่ยวข้องกับแก็งค์เด็กและเยาวชนที่ถูกจับ แม่ของเด็กกำลังพาหนีไปอยู่ที่พระนครศรีอยุธยา ทางครอบครัวต้องการคำปรึกษาและสถานที่ต้องบำบัดเด็ก โดยเป็นเด็กผูหญิงที่อายุเพียง 11 ปี จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นี่คือตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง
เรียบเรียง โดย นางสาวทองพูล บัวศรี มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก

iยงานโครงการสนับสนุนคนทำงานเพื่อเด็ก ปี 2551

รายงานโครงการสนับสนุนคนทำงานเพื่อเด็กปี 2551

ในปี 2551 มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมและสนับสนุนงานเพื่อเด็ก โดยเฉพาะเป็นผู้ประสานงานให้กับหน่วยงานต่างๆ ได้มีโอกาสช่วยเหลือการทำงานร่วมกัน โดยการขอรับและหางบประมาณสนับสนุน ตลอดจนอุปกรณ์ทางการศึกษาเครื่องใช้ และการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรพัฒนาเอกชน ร่วมกันรณรงค์และเผยแพร่ข้อมูลในประเด็นเรื่องเด็ก เยาวชน โดยแบ่งลักษณะงานเป็น
การส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
-สมทบทุนการจัดสร้างลานกีฬาเอนกประสงค์ ปรับปรุงบริเวณที่พัก จัดทำล๊อคเกอร์ ให้กับ บ้านธารน้ำใจประชาชน จังหวัดนครราชสีมา เป็นจำนวนเงิน 25,480 บาท
การสนับสนุนงบประมาณแก่องค์กรอื่น
-รับเงินบริจาคจากบริษัทฯ ต่างๆ เป็นจำนวนเงิน 48,000 บาท เพื่อสนับสนุนการจัดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้นำเยาวชนเพื่อการเพิ่มศักยภาพแกนนำเยาวชนระหว่างศาสนาในการทำงานด้านเด็กและเยาวชน ของศูนย์พัฒนาเยาวชน (YPDC)
ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆในการเรียนรู้และทำกิจกรรมร่วมกัน
1.การประสานงานให้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ลงไปเรียนรู้วิถีชีวิตการทำงานเป็นอาสาสมัครในหน่วยงานองค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายภูมิปัญญาชาวบ้านที่ จังหวัดศรีสะเกษ , นครศรีธรรมราช และฉะเชิงเทรา เป็นต้น
สนับสนุนอุปกรณ์ และจัดสิ่งของสนับสนุนในกิจกรรมต่างๆ
1.ประสานงานของสิ่งขอบริจาคที่ไม่ใช้แล้ว ให้กับเจ้าหน้าที่กรมราชภัณฑ์ ในการออกร้านขายของโดยนำเงินไปสมทบช่วยเหลือเด็กติดผู้ต้องขังในเรือนจำ และเด็กที่พ่อแม่ติดคุก ในนามของมูลนิธิพลเมืองดี
2.จัดสรรสิ่งของอุปกรณ์กีฬาให้กับโรงเรียน บ้านป่าทุ่ง อำเภอเทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นเด็กชนกลุ่มน้อยที่อยู่ระหว่างจังหวัดลพบุรีและชัยภูมิ โดยเด็กเหล่านี้ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือทางโรงเรียนจึงได้จัดโรงเรียนเคลื่อนที่เข้าไปสอนในหมู่บ้าน
ประสานการดำเนินงาน ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก
1.ได้มีการประสานงานและส่งมอบงานให้กับ มูลนิธิชนะใจ ภายใต้ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก เมื่อ 31 กรกฏาคม 2551
2.ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม โครงการ “พัฒนารูปแบบและฟื้นฟูสุขภาวะฯในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กเยาวชนเขต 7 จังหวัดเชียงใหม่” โดยทางศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนฯได้นำรูปแบบบ้านกาญจนาภิเษกไปทดลองในรูปแบบของบ้านก้าวใหม่ โดยมีเด็กและเยาวชนที่ผ่านบ้านก้าวใหม่ จำนวน 2 รุ่น 24 คน ปัจจุบันมีเด็กเข้าร่วมโครงการ จำนวน 14 คน

งานประชุมแทนโดยเป็นตัวแทนของมูลนิธิฯเข้าร่วมประชุมดังนี้
1. ยุทธศาสตร์เครือข่ายพัฒนาเยาวชนไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ร่วมกับองค์กรเครือข่ายจำนวน 25 องค์กร เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในการทำงานพัฒนาเยาวชน และร่วมกันจัดมหกรรมเยาวชน ครั้งที่ มีการประชุม 1 ครั้ง
2.ประชุมคณะกรรมการพัฒนาบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ เรื่องการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการออกกฎหมายลำดับรองเพื่อบังคับการตาม พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2550 เรื่องชะลอการลงโทษหญิงที่ตั้งครรภ์และมีบุตรติดตามผู้ต้องขังในเรือนจำ จำนวน 6 ครั้ง โดยมีการออกกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(ฉบับที่ 25) พ.ศ. 2550 จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่
2.1 (ร่าง) กฎกระทรวงกำหนดสถานที่ควบคุม จำคุก และทุเลาการบังคับโทษจำคุก พ.ศ………..
คณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อ วันที่ 1 กรกฎาคม 2551 อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงและส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยอยู่ในขั้นตอนของการเวียนร่างกฎกระทรวงที่ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยัน
2.2 (ร่าง) กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการจำกัดการเดินทางและอาณาเขต พ.ศ….
ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอเสนอร่างกฎกระทรวงฯให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา
2.3 (ร่าง)กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจำคุกเฉพาะวัน ตามมาตรา 89/2 (2)
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะอนุกรรมการ

งานเอกสารทางวิชาการ
1.งานวิทยานิพนธ์ เรื่อง “ปัจจัยเชิงเหตุแบบบูรณาการระหว่าง การฝึกอบรม ครอบครัว และจิตลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความพร้อมที่จะปรับตัวเป็นคนของเยาวชนกระทำผิดในบ้านกาญจนาภิเษก” เป็นเอกสารตามหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต(พัฒนาสังคม) คณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริศาสตร์ พ.ศ. 2550
2.บทความ ของงานวิจัยได้รับรางวัลระดับดี ของสภาวิจัยแห่งชาติ เรื่อง “ปัจจัยเชิงเหตุแบบบูรณาการระหว่าง การฝึกอบรม ครอบครัว และจิตลักษณะที่เกี่ยวข้องกับความพร้อมที่จะปรับตัวเป็นคนของเยาวชนกระทำผิดในบ้านกาญจนาภิเษก” เอกสารประกอบรางวัลผลงานและพัฒนาระบบพฤติกรรมไทย ประจำปี 2551 ของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2551
3.บทความ เรื่อง “ ทัศนคติที่ดีต่อตนเองของเยาวชนกระทำผิด ผู้มีลักษณะทางจิตสังคมต่างกันที่อยู่ในบ้านกาญจนาภิเษก เปรียบเทียบกับศูนย์ฝึกอื่น” ลงในวารสารพัฒนบริหารศาสตร์ ปีที่ 48 ฉบับที่ 3/2551 ประจำเดือน กันยายน-ธันวาคม 2551
4.สรุปการทำงานของมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก 20 ปี แห่งการทำงาน เพื่อเสนอประวัติและผลงานขอรับการพิจารณาคัดเลือกเป็น “ องค์กรผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่นแก่ผู้อยู่ในภาวะยากลำบาก และผู้อยู่ในภาวะยากลำบากดีเด่นประจำปี 2551” ของสำนักส่งเสริมสวัสดิภาพเด็ก เยาวชนผู้ด้อยโอกาสคนพิการและผู้สูงอายุ (สท).
5.บทความ “ การทำงานช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน ในกรณีศึกษามูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก และการทำงานแบบเครือข่ายองค์กรเพื่อเด็กเร่ร่อน” โดยทางสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ ต้องการรูปแบบการทำงานเชื่อมประสานระหว่างรัฐและเอกชน และเป็นโครงการตัวอย่างที่มีการต่อยอดขยายผล
6.เป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือ การสร้างแบบสอบถามงานวิจัย รวมทั้งเป็นผู้ให้ข้อมูล งานวิจัยเรื่อง “ค่าเสียหายในเชิงลงโทษทางละเมิด (Punitive Damages in tort)” โครงการปรัชญาดุษฏีบัณฑิตทางสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
7.เป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือ การสร้างแบบสอบถามงานวิจัย รวมทั้งเป็นผู้ให้ข้อมูล งานวิจัยเรื่อง “ RELATIONSHIP BETWEEN TEACHER PRACTICE ON CHILD RIGHTS AND PRIMARY SCHOOL STUDENT’S BEHAVIORS AND ACADEMIC ACHIEVEMENT,NAKHOPATHOM PROVINCE ” เป็นแบบวัดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก แบบสอบถามการปฏิบัติตามสิทธิเด็กของครูสำหรับครูผู้สอน แบบสอบถามการปฏิบัติตามสิทธิเด็กสำหรับนักเรียน เป็นต้น ของนางสาวอัปสรวดี ริมดุสิต นักศึกษาหลักสูตรปริญญาโทสาขาวิชาพัฒนาการมนุษย์(หลักสูตรปกติ) สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว โครงการบัณฑิตศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
8.เป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบเครื่องมือ การสร้างแบบสอบถามงานวิจัย รวมทั้งเป็นผู้ให้ข้อมูล งานวิจัยเรื่อง “ การทำงานแบบเครือข่าย คณะทำงานด้านเด็กในการช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาสทางสังคม ” โครงการบัณฑิตศึกษา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

………………………………………………………………………………………….

โดย นางสาวทองพูล บัวศรี
ผู้ประสานงานโครงการสนับสนุนคนทำงานเพื่อเด็ก มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก