การติดมือถือของเด็กวัยรุ่น
โดย ทองพูล(ครูจิ๋ว) บัวศรี มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
สิ่งที่พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นห่วงลูกอย่างมาก คือการใช้มือถือและการใช้อินเตอร์ของลูก แต่สิ่งทีปรากฏอย่างชัดเจน จากหลายหน่วยงานที่มีการสำรวจ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน พ่อ แม่ ผู้ปกครองของเด็กวัยรุ่นในช่วงอายุ ตั้งแต่ 11 ปี ขึ้นไป คนรอบข้างของเด็กและเยาวชนกังวลและเป็นห่วง เป็นเสียงเดียวกันว่าทำไมลูกฉัน หลานฉัน อยากได้มือถือ ไม่ให้ก็ไม่ยอมไปโรงเรียน หรือบางคนก็ไม่ยอมเรียนหนังสือ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ก็ต้องจำนนยอมซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด หรือของขวัญในการสอบได้คะแนนดี
มีเด็กบางคนที่ทำงานพิเศษ เพื่อหารายได้มาซื้อมือถือเอง ราคามือถือเด็กวัยรุ่นใช้ราคาสูงกว่า 6,000 บาทขึ้นไป คำถามหลายคนถามต่อเสมอว่า เด็กเหล่านี้เอาเงินที่ไหนมาซื้อมือถือราคาแพง เปลี่ยนมือถือใหม่อยู่เสมอ ทันสมัยตลอดเวลา เด็กหลายคนบอกกับผู้เขียนมาอ้อนพ่อ แม่ หรือบางครั้งก็ยื่นเงื่อนไขกับครอบครัว ทางครอบครัวเป็นบุคคลที่จัดหาให้
การใช้มือถือของเด็กวัยรุ่น มีผู้ปกครองเด็กคนหนึ่ง ซึ่งเด็กกำลังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ว่าลูกของตนเองติดการพูดโทรศัพท์กับเพื่อนที่เพิ่งแยกกันจากโรงเรียน บางคืนพูดตั้งแต่ 2 ทุ่ม ถึง 4 ทุ่ม ซึ่งเป็นเวลานานกว่า 2 ชั่วโมง ท่าทางของผู้ปกครองเป็นทุกข์ร้อนมากกับการติดโทรศัพท์ของลูกสาว แล้วก็มีผู้ปกครองคนหนึ่งที่ผู้เขียนได้มีโอกาสได้เข้ารับการอบรมร่วมกัน ผู้ปกครองท่านนั้นลูกสาวกำลังเรียนในระดับมหาวิทาลัยเอกชนแห่งหนึ่ง เรียนอยู่ ปี 3 ใช้เวลาการพูดโทรศัพท์กับเพื่อนนานมาก บางครั้งเป็น 2-3 ชั่วโมง จนพ่อแม่เป็นกังวลกับการพูดของลูกสาวเป็นอย่างมาก สิ่งเหล่านี้พ่อแม่ทุกครอบครัวที่กังวลกับการติดโทรศัพท์มือถือของลูก เอาเวลาบางส่วนไปอยู่กับการเล่นอินเทอร์เน็ท หรือเล่น SMS กับเพื่อน
สิ่งที่ผู้เขียนเองก็ต้องกังวลกับการใช้โทรศัพท์ของเด็กวัยรุ่น ตัวอย่างที่พบ คือทุกวันอาทิตย์ ผู้เขียนต้องไปเรียนภาษาอังกฤษ ที่แถวสยามทุกสัปดาห์ เมื่อวันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม 2552 ได้เดินทางจากหลักสี่ไปเรียนภาษาอังกฤษ ในวันนั้น ได้เห็นหนุ่ม น้อย 1 คน อายุประมาณ 15 ปี ยืนคุยโทรศัพท์กับเพื่อนสาว นาน กว่า 15 นาที ที่รถ ปอ.29 จะมา แล้วรถขับจากหลักสี่ ถึงหมอชิต ใช้เวลาในการวิ่งประมาณ 30 นาที ที่รถไม่ติด และจอดเป็นบางป้ายรถเมล์ ผู้เขียนยังได้ยินหนุ่มน้อยที่พูดโทรศัพท์ยังไม่เลิกพูด ซึ่งในขณะที่ขึ้นรถลงรถ ได้มีป้ายเขียนข้างประตูว่าห้ามพูดโทรศัพท์ แต่ก็มิได้แลตามองเลยกับกฎระเบียบที่มีอยู่ พอถึงหมอชิต ก็ลงที่ป้ายพร้อมกัน แล้วไปต่อด้วยรถไฟฟ้า BTS ที่เดินทางไปสยาม หนุ่มน้อยก็ยังพูดโทรศัพท์ พอแบบคราวๆใช้เวลาพูดโทรศัพท์นานถึง 57 นาที ที่หนุ่มน้อยคนนี้พูดกับเพื่อนสาวที่ยาวนานมาก จนถึงสยามแล้วต่างคนต่างเดินไปตามสถานที่เรียนของตนเอง
ผู้เขียนเองก็ใช้โทรศัพท์จำนวนมากในแต่ละวัน ส่วนมากพยายามที่ใช้ไว้รับเวลาที่ต้องมีการติดต่อเรื่องงาน แต่การพูดอย่างยาวนานแบบนี้ ปัจจุบันไม่ค่อยพูดกันเพราะรู้สึกปวดหู และแพทย์หลายท่านได้ให้คำแนะนำว่าการฟังเอ็มพี 3 ไอพอต หรือการฟังโทรศัพท์ ตลอดการใช้หูฟังของเครื่องโทรศัพท์มือถือทั้งระบบธรรมดาและบลูทูธ นานๆ จะทำให้หูเสื่อม ส่งผลต่อการได้ยินของเด็กและเยาวชนที่ใช้โทรศัพท์ ในการพูดคุยกัน สิ่งเหล่านี้หลายหน่วยงานที่ต้องหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน เพื่อให้เด็กและเยาวชนของสังคมไทยได้มีสุขภาพหูที่ดี สิ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง
1.พยายามจำกัดการพูดคุยโทรศัพท์ ในการพูดคุยกับเพื่อน
2.พยายามหาการสื่อสารที่ได้พูดคุย เห็นหน้าในการสื่อสารกัน หรือการสื่อสารที่โรงเรียนหรือที่บ้านจะดีกว่า เพราะได้สื่อสาน 2 ทาง
3.พยายามหากิจกรรมสร้างสรรค์ทำหลายอย่างๆดีกว่าการนั่งหรือเดินโทรศัพท์
4.พ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรมีการจำกัดค่าโทรศัพท์ของลูกหลาน ให้ใช้อย่างพอเหมาะสม ไม่อย่างนั้นจะส่งเสริมให้ฟุ่มเฟื่อย พร้อมทั้งการทำร้ายระบบการได้ยินของเด็กด้วย
สิ่งเหล่านี้ทุกคนคงได้ร่วมกันหาแนวทางแก้ไข พร้อมทั้งโรงเรียน คุณครู ครอบครัว และได้รับทราบมาหลายโรงเรียนที่มีคำสั่งห้าวให้เด็กเอามือถือมาใช้ที่โรงเรียน ตลอดจนโรงเรียนในต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ก็มีระเบียบนี้เช่นเดียวกัน
Filed under: Uncategorized