เด็กหญิงรักษ์ยิ้ม….กับการรอคอยเอกสารทางทะเบียน
โดย ทองพูล บัวศรี(ครูจิ๋ว) มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
เมื่อปี 2548 ผู้เขียนได้มีหน้าที่ที่ต้องไปเฝ้าแม่ซึ่งป่วยที่โรงพยาบาลพระนครศรีอยุธยา แม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และเริ่มมีโรคหัวใจแทรก อาการแม่หนักมาก ต้องไปอยู่ในไอซียูรวม ตึกศัลยกรรมหญิง ที่ต้องได้หมอดูแลเป็นพิเศษ
ซึ่งในหอผู้ป่วยมีจำนวนคนไข้มาก และทุกเตียงที่อยู่ในหอนั้นส่วนมากอาการหนักพร้อมที่จะตายทุกวินาที และเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2548 นั้น ผู้เขียนได้พบกับผู้ป่วยรายหนึ่งซึ่งมีอาการหนักมากพร้อมกับลูกสาวที่น่ารักมากคนหนึ่ง อาการผู้ป่วยรายนี้คุณหมอคิดว่าน่าจะไม่เกินวันนี้ที่ต้องตาย แล้วก็เป็นไปตามคาดเวลาของคุณหมอ คุณแม่ของเด็กหญิงรักษ์ยิ้มได้เสียชีวิตในเวลา 15.00 น. ด้วยอาการที่สงบ มีมือลูกสาวที่จับอยู่กับแม่จนกระทั่งตาย แต่ด้วยอายุขอลูกสาวประมาณ 3 ขวบ ซึ่งไม่มีเอกสารใดๆเลยที่ปรากฏว่ามาจากที่ไหน เป็นใคร ชื่ออะไร(ได้แต่เรียกชื่อเล่น) เสียงลูกสาวว่าแม่ของหนูไปไหน แม่อยู่กับหนูใช่ไหม แม่จ๋าอย่าไปไหน เสียงร้องไห้ของเด็กน้อยทำให้น้ำตาผู้ที่เฝ้าคนป่วยต่างร้องไห้กันทั้งนั้น ผู้เขียนเองมือหนึ่งจับมือเด็กน้อยไว้ แต่อีกมือหนึ่งยืนเช็คน้ำตาไปด้วย หลังจากนั้นคุณหมอและนางพยาบาลก็เข้าไปปรึกษากันในห้องพัก แล้วคุณหมอก็เดินมาหาผู้เขียนซึ่งคุณหมอทราบว่าทำงานอยู่ที่มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก เพราะเพื่อนที่เป็นหัวหน้าพยาบาลเป็นคนบอกคุณหมอ คุณหมอปรึกษาผู้เขียนจะทำอย่างไรกับเด็ก ซึ่งกรณีอย่างนี้ผู้เขียนเองก็งงเหมือนกัน เพราะตามกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ซึ่งถือว่าเด็กน้อยคนนี้คือ เด็กที่ต้องได้รับการพิทักษ์ เลี้ยงดู ได้รับการพัฒนาตามวัย จะต้องส่งเข้าสถานสงเคราะห์แห่งใดแห่งหนึ่งของรัฐ
ผู้เขียนจึงได้โทรประสานงานกับทนายความว่ากรณีเด็กน้อยคนนี้ไม่ทราบว่ามาจากที่ไหน เป็นใคร และชื่ออะไร ไม่มีเอกสารใดๆทั้งสิ้น ทางทนายความแนะนำให้โทรประสานงานกับสำนักงานพัฒนาสังคมและความมันคงของมนุษย์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยนำคนเลี้ยงซึ่งชื่อ นางสุรางค์ บุญสุขมาก อายุ 67 ปี มาทำบันทึกการส่งตัวมาที่ “มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก” ซึ่งในปัจจุบันนี้ คนเลี้ยงได้เสียชีวิตตั้งแต่เดือนมกราคม 2549 เด็กจึงไม่มีญาติหรือบุคคลใดเลย
เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2548 เด็กหญิงรักษ์ยิ้ม…….(ไม่มีนามสกุล) .. ได้มาอยู่ในความดูแลของมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก จนถึงบัดนี้เป็นเวลา กว่า 5 ปี และกับการรอคอยความหวังในการมีเอกสารทางทะเบียน ในช่วงแรกที่มาอยู่ที่มูลนิธิฯ เด็กได้เรียนชั้นอนุบาลบ้านอุปถัมภ์เด็กเอง ซึ่งเรียนร่วมกับเพื่อนในบริเวณใกล้ที่อยู่มูลนิธิ เริ่มหัดอ่านหัดเขียนตามรอยได้บ้าง ชอบการระบายสี การฟังนิทาน ชอบที่สุดคือการเล่นของเล่น และเล่นกับเพื่อนทุกคนในบ้าน แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นกังวลกับครูที่ดูแล คือ การใจร้อน เป็นเด็กขี้ใจน้อย และเวลาป่วยขึ้นมา เด็กน้อยคนนี้จะเป็นหนักมาก ทางคุณครูคิดว่าคงไม่เคยได้รับวัคซีนอะไรเลย
เมื่อปี เดือน พฤษภาคม 2549 เด็กน้อยคนนี้ได้มีโอกาสเข้าชั้นอนุบาล ที่โรงเรียนวัดหลักสี่ โดยมีคุณครูสมพร สอนคำจันทร์ ซึ่งเป็นครูใหญ่ของบ้านอุปถัมภ์เด็ก มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก เป็นคนพาเด็กเข้าเรียน และได้ทำบันทึกเด็กไม่มีเอกสารเข้าเรียนในโรงเรียน ซึ่งผลการเรียนของเด็กอยู่ในเกณฑ์ดี พร้อมทั้งการปรับตัว พร้อมที่จะเรียนรู้ในเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต
ในปัจจุบันนี้ พ.ศ. 2552 เด็กเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาปี่ที่ 2 โรงเรียนวัดหลักสี่(ทองใบทิวารีวิทยา) ซึ่งทางมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ได้พยายามที่จะหาแนวทางในการดำเนินการหาเอกสารทางทะเบียนให้ โดยได้ดำเนินการ เป็นขั้นตอน คือ
1.ทางโรงเรียนวัดหลักสี่ (ทองใบทิวารีวิทยา) ได้มีการสำรวจจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนกลุ่มเด็กและบุคคลที่กำลังศึกษาอยู่สถานศึกษา ซึ่งมีการสำรวจในช่วงเดือนกรกฎาคม 2551 ในขณะนั้นเด็กกำลังเรียนอยู่ในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
2.ทางโรงเรียนได้ลงแบบสำรวจ แบบ 89 ไปยัง ผู้อำนวยการเขตหลักสี่(ผ่านฝ่ายศึกษาเขตหลักสี่) และได้มี ใบตอบรับการสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนสำหรับบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน โดยให้นำใบรับการสำรวจมาในวันถ่ายรูปและทำบัตรประจำ
3. ในวันที่ 30 กันยาย 2551 ได้ไปถ่ายรูปและเขียนเอกสารคำขอมีบัตรประจำตัวบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน ซึ่งเด็กจัดให้อยู่ในกลุ่ม เด็กและบุคคลที่เรียนอยู่ในสถานศึกษา หรือสถานสงเคราะห์
ในขณะนี้เด็กได้ใช้นามสกุล ภูรีเลิศ ซึ่งเป็นนามสกุลของมูลนิธิสร้างสรรค์เด็กได้ของตั้งนามสกุล ในกรณีที่เด็กขอเพิ่มชื่อเป็นเด็กของมูลนิธิฯ แต่กระบวนการที่จะได้มาซึ่งเอกสาร คงต้องรอคอย…….บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ได้ดำเนินการ ยังไม่ปรากฏแน่ชัดว่า จะได้เมื่อไร จะรอคอยนานแค่ไหน !!!!!!!!!! ซึ่งยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ต้องรอคอย นาน.แค่ไหน….
ในขณะนี้มีเด็กและเยาวชนที่อยู่ “ในกลุ่มบุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนกลุ่มเด็กและบุคคลที่กำลังศึกษาอยู่สถานศึกษา” ตามยุทธศาสตร์ยุทธศาสตร์การจัดการปัญหาสถานะและสิทธิของบุคคล
มติคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2548 โดยมียุทธศาสตร์ดังกล่าว ได้กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับการพิจารณากำหนดสถานะเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 ผู้ที่อพยพเข้าอาศัยอยู่ในประเทศมานานกลับประเทศต้นทางไม่ได้ และมีชื่ออยู่ในระบบทะเบียน กลุ่มนี้จะมีทั้งผู้ที่มีเชื่อสายไทย ซึ่งจะได้รับสถานะโดยการแปลงสัญชาติและลูกจะได้รับสัญชาติไทย สำหรับผู้ไม่มีเชื้อสายไทย อยู่มานานเกิน 10 ปี ได้รับสถานะคนต่างด้าวเข้าเมือง โดยชอบด้วยกฎหมายและลูกที่เกิดในประเทศไทยจะได้รับสัญชาติไทย
กลุ่มที่ 2 เด็กและบุคคลที่เรียนอยู่ในสถานศึกษา แต่ไม่มีสถานะที่ถูกต้องตามกฎหมาย กรณีจบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจะได้รับการพิจารณาให้สัญชาติไทย ในกรณีที่จบการศึกษาต่ำกว่าระดับอุดมศึกษา จะเข้าสู่กระบวนการภายใต้หลักเกณฑ์ตามกลุ่มที่ 1
กลุ่มที่ 3 ผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่รัฐ บุคคลกลุ่มนี้จะได้รับการพิจารณาให้ได้รับสัญชาติไทยเป็นรายกรณี
กลุ่มที่ 4 คนไร้รากเหง้า เป็นบุคคลที่ขาดบุพาการี ถูกบุพการีทอดทิ้งอาศัยอยู่ในประเทศไทยมานานอย่างน้อย 10 ปี จะได้รับการพิจารณาให้ได้สัญชาติไทย
กลุ่มที่ 5 แรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ (พม่า ลาว และกัมพูชา) กลุ่มนี้เป็นกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผลจากการดำเนินการตามยุทธศาสตร์แก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติ ของกระทรวงแรงงานซึ่งอาจจะมีผู้ที่ประเทศต้นทางไม่รับกลับตกค้างอยู่บางส่วน
กลุ่มที่ 6 กลุ่มอื่นๆที่ไม่เข้ากับกลุ่มใดๆข้างต้น จะได้รับการผ่อนผันตามหลักมนุษยธรรม และนำไปสู่กระบวนการพิจารณาที่เหมาะสม
ซึ่งเด็กในกลุ่มนี้มีจำนวนไม่น้อยกว่า 6-7 หมื่นคนทั่วประเทศ(ไม่แน่ชัดในเรื่องข้อมูล) ซึ่งยังรอความหวัง และที่สำคัญเด็กและเยาวชนเหล่านี้ เป็นบุคคลที่มีตัวตนจริงๆ เป็นคนที่ใช้ชีวิตร่วมกับทุกคนในสังคมอยู่ในแผ่นดินเดียวกัน แต่ขาดซึ่งสิทธิแสดงตน สิทธิที่จะเป็นเจ้าของทรัพย์สิน สิทธิในการรักษาพยาบาล สิทธิในการเดินทาง สิทธิในการทำนิติกรรมเรื่องต่างๆ สิทธิในการเลือกตั้ง เป็นต้น ซึ่งสิทธิเหล่านี้ลดทอนสิทธิที่ควรจะต้องติดตัวเด็กมาตั้งแต่เกิดตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก
แต่ในความโชคร้ายของเด็กหญิงรักษ์ยิ้ม ภูรีเลิศ ก็ยังมีความโชคดีอยู่ที่ได้มาอยู่ในความดูแลของมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ที่ได้รับโอกาสทางการศึกษา โอกาสได้เรียนรู้ โอกาสในการเลือกใช้ชีวิตของตนเองที่ไม่ต้องตกอยู่ในความหวาดกลัว ตลอดจนโอกาสที่รอคอยกับการมีเอกสารที่แสดงสถานะ…คงต้องขอบคุณผู้ใหญ่ดีทุกคนที่ได้ยืนข้างเด็กด้อยโอกาส ให้มีโอกาสที่ดีในสังคม
Filed under: Uncategorized