การทำงานช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนในสังคมไทย
ทองพูล บัวศรี มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก
ด้วยสภาพสังคมไทยที่ประสบปัญหาทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆมากมายขึ้นกับเด็กและเยาวชน โดยที่รัฐบาลเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจมากเกิน จึงส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะปัญหาเด็กเร่ร่อน ที่หนีออกจากบ้าน เหมือนกับนกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั้น ไม่มีการวางแผนอนาคต ดำรงวิถีชีวิตไปเรื่อยๆไม่มีที่อยู่ที่แน่นอน เร่ร่อนตามสวนสาธารณะ ตลาด ป้ายรถเมล์ ดำรงชีวิตให้อยู่รอดๆไปวัน โดยการขอทาน รับจ้างเก็บขยะขาย เก็บเศษเหล็ก ล้างจาน เป็นต้น ชีวิตของเด็กเหล่านี้ขาดการพัฒนาทุกด้าน ไม่มีโอกาสเรียนหนังสือ ไม่มีการเข้ารับบริการจากรัฐ เพราะเด็กบางคนขาดเอกสารใบเกิด ทะเบียนบ้าน ส่งผลให้เด็กเหล่านี้บางส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด อาชญากรรม และธุรกิจบริการทางเพศ
ความหมาย เด็กเร่ร่อน แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ (1) เป็นเด็กที่เร่ร่อนตามวิถีของครอบครัว ลักษณะของเด็กเร่ร่อนกลุ่มนี้ เปรียบแล้วเหมือนกับ “ยิปซี” ที่อพยพเคลื่อนย้ายไปหากินตามที่ต่างๆในผืนทราย หากแต่ “เด็กไทย” กลุ่มนี้จะเร่ตามครอบครัวไปตามแหล่งงานใหม่ ได้แก่งานในไร่อ้อย งานกรีดยางในสวน จนถึงงานตามแหล่งก่อสร้างทั่วไปและงานขอทานที่เร่ขอและพักตามข้างทางในเมืองใหญ่ (2) เป็นเด็กเร่ร่อนที่หลุดออกมาจากครอบครัว ลักษณะของเด็กเร่ร่อนกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่ได้รับแรงผลักอย่างรุนแรงจากครอบครัว ตั้งแต่ความแร้นแค้น ความลำบากในครอบครัว การถูกดุด่าและตบตีเป็นประจำ การถูกบังคับใช้งานอย่างหนัก จนเด็กๆทนรับสภาพเหล่านี้ไม่ไหว จึงหนีออกจากบ้านมาเร่ร่อนไปในทุกหนแห่งเพื่อความอยู่รอดของตัวเอง
ความหมาย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เด็กเร่ร่อน หมายความว่า เด็กที่ไม่มีบิดามารดาหรือผู้ปกครองหรือมีแต่เลี้ยงดู หรือไม่สามารถเลี้ยงดูได้ จนเป็นเหตุให้เด็กต้องเร่ร่อนไปในที่ต่างๆหรือเด็ก ที่มีพฤติกรรมใช้ชีวิตเร่ร่อน จนน่าจะเกิดอันตรายต่อสวัสดิภาพของตน
สภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเด็กเร่ร่อน เปรียบเทียบชีวิตของเด็กเร่ร่อน เหมือนกับ “นกขมิ้นเหลืองอ่อน ค่ำไหนนอนนั่น ” สภาพที่เกิดขึ้นจริงกับเด็กเร่ร่อน รวมถึงแนวโน้มความเสี่ยงที่เด็กเร่ร่อนต้องประสบ ภายใต้คำจำกัดความสั้นๆที่กล่าวถึงเด็กเร่ร่อนไว้ว่า “ คือกลุ่มเด็กไร้ที่พึ่งพาอาศัยอย่างเป็นสุข มีวิถีชีวิตที่ขาดเสียซึ่งปัจจัยพื้นฐานในการครองชีวิตและยังดำรงตนอยู่ในสังคมอย่างไร้สวัสดิภาพใดใด ทั้งยังเสี่ยงต่อการกระทำและใช้เป็นเครื่องมือในทางที่ผิด” ซึ่งสามารถขยายความให้เห็นได้เด่นชัด ดังนี้
1. การไร้ที่พึ่งพาอาศัยอย่างเป็นสุข นับแต่ภายในครอบครัวที่ไร้สุขจนอยู่ไม่ได้กระทั่งต้องหนีออกมาใช้ชีวิตเร่ร่อน ต้องหาที่หลับนอนให้พ้นภัย โดยหลบนอนอยู่บนต้นไม้ บนหลังคาที่พักผู้โดยสารรถเมล์ ในอุโมงค์ใต้ถนน หลบเข้านอนในโป๊ะที่ลอยรับผู้โดยสาร อยู่บนตอหม้อใหญ่กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ในบ้านร้าง ในที่รกร้างต่างๆ ชานชาลารถไฟ ใต้สะพานลอยหรือสะพานข้ามถนน เช่น สี่แยกสะพานไทย-เบลเยี่ยม สะพานสามย่าน เป็นต้น
2. ขาดเสียซึ่งพื้นฐานในการครองชีวิต โดยเฉพาะเครื่องนุ่งห่มที่เพียงพอ ยาและรักษายามป่วยไข้อาหารที่มีคุณภาพและพอเพียงต่อการพัฒนาร่างกายและสุขภาพ ดังนั้นภาพของเด็กเร่ร่อนที่ตระเวนขอทานและคุ้ยหาเศษสิ่งของตามถังขยะทั่วไป เพื่อใช้ซื้อหรือกินประทังชีวิตจึงเห็นอยู่ทั่วไป พร้อมๆกับร่างกายที่สกปรกมอมแมมด้วยเสื้อผ้าชุดเดิมที่สวมอยู่ตลอด และสิ่งที่จะต้องตระหนักที่สุดยามป่วยไข้ที่ต้องนอนซมไร้คนดูแลรักษา “จนกว่าจะหายเอง”
3. อยู่ในสังคมอย่างไร้สวัสดิภาพใดใด โดยเฉพาะในเรื่อง”การได้รับโอกาสพัฒนาตนรอบด้าน” ตั้งแต่เรื่องการศึกษา นันทนาการ การฝึกอาชีพ การมีงานทำ การรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย ซึ่งสิทธิพื้นฐานเหล่านี้เป็นสวัสดิการที่เด็กไม่ได้รับ ขณะเดียวกัน “สวัสดิภาพ” ที่จะอยู่อย่างปลอดภัยก็มีน้อย ขาดเอกสารที่แสดงตัวตนของเด็กซึ่งทำให้ขาดสอทธิต่างๆที่เด็กเร่ร่อนควรพึงได้รับจากรัฐ
4. เสี่ยงต่อการกระทำผิดและถูกใช้เป็นเครื่องมือในทางร้าย สถานการณ์บนถนน แม้จะทำให้เด็กมีอิสรภาพ ไม่ถูกดุด่าทุบตีจากครอบครัว แต่ก็ยังความเสี่ยงไม่น้อยที่รอคอยเด็กเหล่านี้อยู่ ตั้งแต่การรวมกลุ่มเสพยาเสพติดประเภทสารระเหย จนถึงการถูกผู้ใหญ่บังคับให้ขอทาน สอนให้ลักเล็กขโมย การตกอยู่ในวงจรของการเป็นอาชญากร และตกอยู่ในวงจรทางเพศ ซึ่งเป็นการขายบริการทางเพศให้กับชาวต่างชาติ ชายไทย จึงตกต้องได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ ซึ่งมีเด็กเร่ร่อนหลายชีวิตที่ตกเป็นเหยื่อของโรคเอดส์
ทางมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ได้ริเริ่มโครงการครูข้างถนนขึ้น โดยเป็น “ การทำงานเชิงรุก หมายถึงรุกเข้าไปยังกลุ่มเป้าหมาย ไม่ใช่การตั้งรับรอให้เขามาหาเรา ซึ่งผมมองว่าการทำงานกับเด็กด้อยโอกาสในเชิงรับนั้นไม่มีทางที่จะช่วยเหลือเขาได้เลย เพราะเด็กเหล่านั้นเขาไม่ได้เดินมาหาเรา นี่คือความเป็นจริง เพราะกว่าเขาจะหนีออกมานอนข้างถนนนี่ก็เป็นช่วงที่เขาเรียนรู้มาว่าสังคมนี้ไม่มีใครให้ความรักต่อเขา ไม่มีใครใส่ใจดูแลเขา เพราะแม้กระทั่งพ่อแม่ของเขา ยังทำกับเขาจนต้องหนีออกมาจากบ้านคนที่เขาควรไว้ใจที่สุดกลับกระทำกับเขาถึงขนาดนี้ ฉะนั้นโลกนี้เขาจะไว้ใจใครได้อีก ครูข้างถนนจึงต้องทำงานกับเด็กเร่ร่อนกลุ่มนี้ในเชิงรุก คือเข้าไปหาเขาถึงพื้นที่พูดคุยทำความรู้จักด้วยมิตรภาพและความจริงใจ ให้เขารู้ว่าครูตั้งใจจะมาช่วยจริงๆ ไม่ใช่เข้ามาเพื่อนำเขาไปเป็นเครื่องมือในการหาเงิน”
ครูข้างถนน
ครูข่างถนนต่องานกลุ่มเป้าหมายเด็กและครอบครัว ต้องหากลวิธีช่วยเหลือเด็กเร่ร่อน โดยมีหลักการในการทำงาน คือ
1.โครงการครูข้างถนน มูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ได้กำหนดพื้นที่ที่เด็กเร่ร่อนส่วนใหญ่จะรวมตัวกันอยู่ เช่น สวนสาธารณะ ท่ารถ ท่าเรือ ตลาด ศูนย์กลางย่านกลางค้า เพื่อกระจาย “ครูข้างถนน” รุกเข้าทำงานพบปะ ทำความรู้จัก คลุกคลี กระทั่งเด็กยอมรับและเข้าใจว่าหวังดีต่อพวกเขา ดังตัวอย่างพื้นที่กำหนดในการทำงาน
-พื้นที่หัวลำโพง จะมีเด็กเร่ร่อนจำนวนมาก และเด็กอยู่ในพื้นที่ช่วง 12.00-20.00 น. เพราะที่สถานีรถไฟหัวลำโพง มีรถไฟขบวนต่างๆ ทยอยเข้ามาจากต่างจังหวัด จึงเป็นช่วงที่เด็กเร่ร่อนสามารถขึ้นไปเก็บขวดบนขบวนรถเพื่อนำไปขายได้ ครูข้างถนนหัวลำโพงจึ่งต้องไปพบเด็กในช่วงเวลาดังกล่าว
แต่ในปัจจุบันมีโครงการครูตำรวจรถไฟรับผิดชอบอยู่ และมีที่ทำการโดยใช้ตู้รถไฟเป็นที่ทำการเรียนการสอน
-พื้นที่พัฒนพงษ์ เริ่มกิจกรรมตั้งแต่เวลา 20.00 น. – 03.00 น. เป็นเวลาของความพลุกพล่านด้วยผู้คนและสีสันในสถานแห่งนั้น เด็กเร่ร่อนพัฒนพงษ์ ก็ดำรงชีวิตอยู่ในพื้นที่แห่งนี้ตามเวลาดังกล่าว เพื่อขอทาน ขายตัว ส่งยาเสพติด หลังจากพัฒนพงษ์ปิด เด็กเร่ร่อนเหล่านี้จะกลับเข้าไปนอนที่ใต้สะพานไทย-เบลเยียม ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นจะเป็นสถานที่เด็กเร่ร่อนมานอนรวมอยู่ด้วยกัน และมีตอม่อขนาดใหญ่ที่สามารถนอนกันได้หลายคน ซึ่งจะหลบฝนได้มาก
-พื้นที่บางแค ศาลเจ้าพ่อเสือ ย่านนี้ผู้คนจะพลุกพล่านระหว่างเวลา 12.00 น.- 20.00 น. เด็กเร่ร่อนก็ต้องเคลื่อนไหวตาม เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการ ขอทาน ขายของ เก็บขยะขาย เป็นต้น โดยส่วนใหญ่ในพื้นที่นี้เด็กเร่ร่อนจะใช้ชีวิตหลับนอนที่นี้ เพราะจะมีฉายตลอด ซึ่งจะมีคนแวะเวียนมาแก้บน เด็กเร่ร่อนได้อาหารจากการแก้บนปะทังชีวิต
-พื้นที่ บางกปิ เริ่มกิจกรรมตั้งแต่ 10.00 น.- 18.00 น. พื้นที่ รังสิต จะมีเด็กเร่ร่อนจำนวนมากที่มาลงรถที่ตลาดรังสิต กิจกรรมจะเริ่มตั้งแต่เวลา 13.00 น.-21.00 น. และยังมีอีกหลายพื้นที่ที่ครูข้างถนนลงไปทำงานหรือพบปะกับเด็กเร่ร่อน ซึ่งในปัจจุบันนี้จะมี มูลนิธิส่งเสริมการพัฒนาบุคคลที่ ลงพื้นที่สะพานพุทธ สามย่าน ถนนอังรีดูนังต์ สี่แยกอโศก ซอยนานาเหนือ เป็นต้น สำหรับสำนักสวัสดิการสังคม กรุงเทพมหานคร ได้มีพื้นที่ปฏิบัติงาน 7 ศูนย์เด็กด้อยโอกาสด้วยกันคือ ศูนย์เด็กด้อยโอกาสสวนลุมพินี สวนจตุจักร เป็นต้น
2.กำหนดการรุกเข้าพบปะเด็กเร่ร่อน ตามสถานการณ์จริงที่ได้กล่าวมาข้างต้น และตามสถานที่เด็กเร่ร่อนใช้ชีวิตอยู่ โดยแต่ละพื้นที่ลงตามเวลาที่จะมีโอกาสได้พบเด็ก เพื่อต้องการให้เด็กพบเรามากที่สุด และสร้างความคุ้นเคย ความไว้วางใจ โดยการที่ครูข้างถนนลงไปพบเด็กบ่อย ครูข้างถนนทุกคนจะได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดีในเรื่องจิตวิทยา หลักการสอน การสังเกต การสัมภาษณ์ การจัดกิจกรรม การจัดเกมส์กลุ่มสัมพันธ์เพื่อสร้างสรรค์พัฒนาการที่ดีให้กับเด็ก
3.ครูข้างถนนทุกคนจะมี “กระเป๋าสะพาย” ที่บรรจุอุปกรณ์เพื่อสร้างความสัมพันธ์และสร้างสรรค์พัฒนาการเด็ก ซึ่งเป็นอุปกรณ์จะประกอบไปด้วย “เครื่องเขียน” “หนังสือ” “เครื่องมือศิลปะ” “เครื่องดนตรี” “เกมส์” “เครื่องกีฬา” และยังมี “ยาสามัญประจำบ้าน” “คู่มือการใช้ยา” รวมทั้ง “อาหาร ขนม และของว่าง” สำหรับเด็ก
4.การจัดกิจกรรมในพื้นที่เป็นสิ่งที่สำคัญ ทั้งการออกกำลังกาย การเล่นเกมส์ แต่เด็กเร่ร่อนยังมีความตื่นตัว ชอบสิ่งแปลกใหม่ ท้าทาย ดังนั้นการพาไปทัศนศึกษา และออกค่ายพักแรม การแข่งกีฬา จะจัดให้เด็กบ่อยๆ
นอกเหนือจากการจัดกิจกรรม 4 ข้อข้างต้น “ครูข้างถนน” ยังจะต้องทำงานเฉพาะกิจขึ้นอีกตั้งแต่การพาเด็กป่วย หรือได้รับอุบัติเหตุโรงพยาบาล และการติดตามเยี่ยมเยียนเด็กที่ถูกจับไปยังสถานพินิจและคุ้มครองเด็ก
ผลจากการสร้างความสัมพันธ์ จนเกิดความไว้วางใจจากเด็ก จะนำไปสู่กิจกรรมมากมาย เพื่อให้เด็กมีทางออกสำหรับชีวิตที่ดีขึ้น ตามวงจรดังต่อไปนี้
|
บ้านอุปถัมภ์เด็ก |
|
เด็ก |
|
บ้านสร้างสรรค์เด็ก |
|
กลับสู่ครอบครัว |
|
หางานทำ/เข้าทำงาน |
|
เด็กเข้าโรงเรียน |
|
บวชสามเณร |
|
องค์กรพัฒนาเอกชนอื่น |
|
ฝึกอาชีพในงานต่างๆ |
วงจรที่เป็นทางออกสำหรับเด็กเร่ร่อน จะเป็นตามความต้องการของเด็ก โดยครูข้างถนน จะเป็นผู้ประสานงานกับส่วนต่างๆ และผลักดันให้สิ่งที่เด็กต้องการเป็นจริงได้ โดยเฉพาะการ “ กลับสู่ครอบครัว” ที่จะเป็นจุดเน้นที่สุดในการทำงาน เพื่อให้โอกาสกับเด็กและครอบครัว
บ้านเปิดสำหรับเด็กเร่ร่อน และบ้านของเด็กเร่ร่อน
เมื่อเด็กเร่ร่อนหยุดเร่ร่อนลง หรือบอกกับครูข้างถนน ว่าต้องเข้ามาอยู่ในบ้านต่างๆของหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรพัฒนาเอกชน บ้านเปิดสำหรับเด็กจึงเป็นทางออกทางหนึ่งที่จะทำให้เด็กเร่ร่อนหยุดเร่ร่อนถาวร
บ้านสร้างสรรค์เด็ก จึงเป็นบ้านที่ต้องเปิดให้เด็กเข้า-ออกได้ตลอดเวลา โดยเด็กเร่ร่อนชาย และเข้าไปอยู่ที่บ้านสร้างสรรค์เด็ก สำหรับเด็กเร่ร่อนหญิงจะส่งเข้าบ้านอุปถัมภ์เด็ก
วัตถุประสงค์ของบ้านสร้างสรรค์เด็ก
1.เพื่อช่วยเหลือเด็กเร่ร่อนและเด็กที่หนีออกจากบ้านได้มีบ้านพักอาศัยอย่างมีความสุข รวมถึงการมีที่พักทางด้านจิตใจ
2.เพื่อให้การศึกษาที่อ่านออกเขียนได้ หรือเด็กบางคนสามารถกลับไปเรียนต่อหนังสือในระดับสูง การฝึกอาชีพตามความสนใจของเด็ก ตลอดจนการปรับตัวและการพัฒนาตนเองตามทักษะชีวิตของเด็กแต่ละคน
3.เพื่อช่วยเหลือเด็กและพัฒนาเด็กๆให้มีโอกาสทำงานตามวัยอันควร รวมทั้งการมีบ้านพักที่เป็นหลักแหล่ง
4.เพื่อช่วยพัฒนาเด็กในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสมต่อการอยู่ร่วมกันในสังคม พร้อมทั้งการพัฒนาตนเองตามความสามารถของเด็กแต่ละคน
บ้านสร้างสรรค์เด็กต่องานกลุ่มเป้าหมายเด็กและครอบครัว ด้วยบรรยากาศ
1.บ้านสร้างสรรค์เด็กเป็น “บ้านเปิด” สำหรับเด็กเร่ร่อนทุกคนที่จะเข้ามารับริการทุกด้าน ตั้งแต่อาหารการกิน การหลับนอนอาศัยพักพิง การขอความช่วยเหลือยามเจ็บป่วย เสื้อผ้ารองเท้ารวมไปถึงเข้ารับการศึกษาและการฝึกอาชีพ
2.การเข้ามายัง “บ้านสร้างสรรค์เด็ก” หลังนี้จะเข้ามาเมื่อไหร่และออกไปเมื่อใดก็ได้ตามความต้องการของเด็ก ภายใต้การพยายามสร้างบรรยากาศให้เด็กเห็นคุณค่าของการหยุดเร่ร่อนลง แต่เมื่อเด็กเข้ามาที่บ้านสร้างสรรค์เด็ก ครูประจำบ้านพยายามดึงให้เด็กอยู่นานมากที่สุด ด้วยความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ และการให้โอกาส
3.การสร้างบรรยากาศภายในบ้านสร้างสรรค์เด็ก โดยอาศัยสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ซึ่งได้แก่ความร่มเย็นของต้นไม้ สระน้ำที่เด็กๆสามารถลงไปเล่นได้ตลอดเวลา งานเกษตรเพื่อปรับชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนสถานที่เหมาะสมในการจัดกิจกรรม และให้การพัฒนาเด็กในด้านต่างๆตั้งแต่
3.1 ครูภายในบ้าน จะเป็นครูที่มาจากการคัดเลือกและฝึกอบรมแล้วเป็นอย่างดีในเรื่องการเข้าใจตามหลักการพัฒนาการ เรื่องมนุษย์สัมพันธ์ จิตวิทยาเด็ก วัยรุ่น และคนทำงานร่วมกัน โดยเน้นการทำงานเป็นทีม เน้นกระบวนการให้คำปรึกษา เพื่อจะได้เป็นสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นที่เด็กสัมผัสได้ถึงความรัก ความเมตตา ความอบอุ่น ความเข้าใจกับเด็กทุกคน
3.2 มุมความรู้ในบ้านสร้างสรรค์เด็ก โดยแบ่งออกเป็นมุมต่างๆตั้งแต่ห้องสมุด ประกอบไปด้วยหนังสือหลากหลายประเภทที่มีความรู้ ตามความสนใจของเด็กแต่ละคน เครื่องเล่นภาคสนาม สนามกีฬาในกีฬาต่างๆ ได้แก่ ฟุตบอล วอลเลย์บอล เป็นต้น รวมถึงการเล่นน้ำที่เป็นที่สนุกสนานของเด็กเร่ร่อนเหล่านี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาของเด็ก พร้อมทั้งการปรับอารมณ์
4.กิจกรรมภายในบ้านบ้านสร้างสรรค์เด็กเน้นความหลากหลายที่ผสมผสาน ทั้งให้เกิดการพัฒนาแก่เด็ก และให้เด็กมีความสนุกสนาน เช่น การสอน กิจกรรมสัมพันธ์ กิจกรรมผจญภัย กิจกรรมกีฬา กิจกรรมการศึกษาดูงานการฝึกอาชีพ กิจกรรมทางศาสนา เป็นต้น
5.การประสานนำเด็กไปสู่ทางออกที่ดีสำหรับชีวิตเด็ก เป็นจุดเน้นที่จะทำงานร่วมกับครูข้างถนนและส่วนต่างๆในสังคมทั้งภาครัฐและเอกชน โดยทำตั้งแต่การติดตามประวัติที่แท้จริงของเด็กการติดตามหาครอบครัวเด็ก การเยี่ยมครอบครัวเด็ก การสร้างความสัมพันธ์กับครอบครัวเด็ก กระทั้งเชื่อมสัมพันธ์ให้ครอบครัวกับเด็กยอมรับซึ่งกันและกัน จนสามารถอยู่ร่วมกันได้ ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ในทุกวิ๔ทางให้เด็กได้มีทางออกอื่นๆไม่ว่าจะเป็นการเข้าโรงเรียน การฝึกงานและฝึกอาชีพ การบวชเรียนเป็นสามเณร การทำงานเมื่อถึงวัยอันควร การมีครอบครัวทดแทนที่สมบูรณ์ เป็นต้น
5.1 การทำงานประสานงานกับโรงเรียน ร่วมทั้งการทำกิจกรรมโรงเรียนที่เด็กเร่ร่อนไปเรียนหนังสือ โดยส่งครูประจำบ้านร่วมการเรียนการสอนในโรงเรียนที่เด็กเร่ร่อนเข้าเรียน เช่น โรงเรียนวัดเขียนเขต โรงเรียนวัดกลางคลองสี่ โรงเรียนวัดหลักสี่ เป็นต้น เพื่อเป็นการทำงานร่วมมือในการพัฒนาเด็กเร่ร่อนร่วมกับครูที่โรงเรียน และเพื่อให้เด็กเร่ร่อนได้มีการปรับตัวในการเรียนการสอน การใช้ชีวิตร่วมกับเด็กคนอื่นๆ และการที่จะช่วยเหลือเด็กคนอื่นด้วย ตั้งการการให้ทุนการศึกษา ทุนเสื้อผ้า หรือบางครั้งทุนเรื่องอาหารกลางวันสำหรับเด็กทุกคน และการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างโรงเรียนกับบ้านสร้างสรรค์เด็ก เช่นการพาเด็กแข่งขันฟุตบอล การเข้าค่ายยาเสพติด การฝึกอาชีพ เป็นต้น